เรื่องราวทั้งหมดเป็นแค่การเดินทางเดี่ยวของผู้ชายคน หนึ่งที่มีเวลาอยู่กับตัวเอง ได้ค้นหา เรียนรู้ และค้นพบบางอย่าง

วันหนึ่งผมเดินเล่นๆ ดูหนังสือไปเรื่อยๆ จนพบกับพอคเก็ตบุคเล่มหนึ่งชื่อ Trips : The secret places เปิดเผยที่เที่ยวใหม่ๆ ในเมืองไทย เปิดดูเรื่อยๆ จนสะดุดกับน้ำตกสวยแห่งหนึ่งซึ่งอยู่แถวคีรีวง ประกอบกับได้หยุดสามวัน ผมตัดสินใจเก็บกระเป๋า สะพายกล้องในสองสามวันต่อมาผมนั่งรถตู้ภูเก็ต-นครศรีธรรมราช เพื่อไปต่อรถสองแถวเข้าหมู่บ้านคีรีวง ด้วยความที่คิดว่าตัวเองรู้มากพอ เลยทำให้ต้องเสียเวลานั่งรถย้อนไปย้อนมา ทั้งๆ ที่ลุงคนขับบอกว่า ถ้าบอกแกตั้งแต่ตอนแรก ไม่ต้องมาขึ้นรถสองแถวถึงในเมืองก็ได้ เพราะรถตู้วิ่งผ่านทางเข้าหมู่บ้านอยู่แล้ว
สุดท้ายลุงใจดีให้ผมติดรถของแกกลับไปยังปากทางเข้าคีรีวง เพราะแกต้องกลับบ้านผ่านทางนั้นอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลานั่งรอรถในเมือง แถมได้ลุงขับรถไล่ตามรถสองแถวให้ด้วย ตอนเย็นผมไปถึงคีรีวงด้วยดี แต่เลยเวลาบริการของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของหมู่ บ้านไปแล้ว ผมเลยโทรหาพี่วิว เจ้าหน้าที่ที่ผมได้สอบถามรายละเอียดมาก่อนหน้านี้ ไม่กี่นาที พี่ฆัง ไกด์ประจำหมู่บ้านมาเจอผม คุยกันเล็กน้อย สุดท้ายพี่แกสรุปให้ผมไปนอนกระท่อมท้ายหมู่บ้านของแก ด้วยเหตุผลที่ไม่อยากให้ผมรอนาน

ผมหวังจะได้นอนโฮมสเตย์แต่ได้นอนกระท่อมไม้ที่ไม่มีส ิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ แม้แต่ไฟฟ้า ไกลออกมาจากหมู่บ้านประมาณสัก 500 เมตร แต่บรรยากาศอาร์ตอย่างไม่รู้จะพูดยังไง ดีที่พี่เขาทิ้งจักรยานไว้ให้ผมได้ปั่นเล่นๆ ในหมู่บ้าน เย็นๆ ผมออกมาในหมู่บ้าน ผมเลี้ยงท้องตัวเองด้วยก๊วยจั๊บอร่อยๆ ขากลับหิ้วเบียร์กลับบ้านกับหมูปิ้ง ปล่อยอารมณ์หน้าระเบียงกระท่อม

คืนนั้นผมได้คำตอบว่า เบียร์สองกระป๋องกับหมูปิ้งเจ็ดไม้ ไม่ได้ทดแทนแก้เหงาแทนเพื่อนได้แต่อย่างใด

เช้าตรู่ผมถือกล้องเดินเล่นไปเรื่อยๆ ทิ้งเจ้าจักรยานนอนนิ่งอยู่ใต้ถุนกระท่อม ได้พบเห็นความสวยงามของขุนเขา สายน้ำ และมิตรภาพของชาวบ้านที่นี่ เสียดายอากาศไม่ค่อยเป็นใจ ยังครึ้มฟ้าครึ้มฝน บางครั้งมีแสงอาทิตย์ลอดผ่านช่องว่างหมู่เมฆลงมาให้เห็นบ้าง

สะพานคีรีวงเอาเวลาไปนานพอสมควร นั่งถ่ายคนขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆ อย่างน้อยผมได้เรียนรู้ชีวิตผ่านสะพานนี่แหละ
 
สายๆ หน่อยก็โทรหาพี่ฆังให้พาไปเที่ยวน้ำตกสอยดาว สิ่งที่ผมต้องการตามหา ผมซ้อนมอเตอร์ครอสพี่ฆังเข้าป่าผ่านสวนผลไม้ของชาวบ้ าน บางช่วงผ่านทางลาดชัน สวยงามตามแบบฉบับของหมู่บ้านกลางป่าจริงๆ ผมโชคดีที่ไม่ต้องเดินมาจากหมู่บ้านซึ่งน่าจะกินระยะ ทางไม่ต่ำกว่า 3 กม. แต่ก็ต้องเดินประมาณ 500 เมตรไปยังตัวน้ำตก ระยะทางไม่ได้ไกลแต่ทางเดินที่ทำมุมไม่ต่ำกว่า 45 องศาตลอดกับพื้นโลกทำให้ผมลิ้นห้อยได้ตรงแค่ไม่เกิน 100 เมตรแรก
 
 
 
เชื่อไหมครับ ว่าน้ำตกที่สูงทิ้งสายน้ำลงมาจากหน้าผาสูงชันทำให้คว ามเหนื่อยหายปลิดทิ้ง ผมต้องปีนขึ้นไปยังผาน้ำตกเพื่อจะได้ถ่ายมุมใกล้ๆ คนเดียว เพราะพี่ฆังเจ็บขาปีนไม่ไหว ก้อนหินลื่นๆ สูงๆ ต้องผ่านฝาเท้าผมหมด ช่วงสุดท้ายต้องโหนเถาวัลย์ขึ้นผา ด้วยที่ที่จำกัด ความแรงของน้ำ ทำให้ผมถ่ายมาได้แค่มุมเดียว จากที่วางมุมต่างๆ ไว้ในจินตนาการเยอะแยะ ความจริงแทนที่ภาพเหล่านี้ให้ด้วยความผิดหวังเต็มควา มรู้สึก ขากลับขาตั้งหลุดมือร่วงหน้าผา โชคดีที่ไม่เสียหายเกินจากสีถลอก ส่วนเท้าเปลือยเปล่าของผมโดนเสี้ยนไม้ตำไปสองสามแผล ข้อเท้าโดนหินบาดอีกนับไม่ถ้วน แต่ก็คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มา แม้ว่าจะน้อยไปกว่าความหวังอยู่มากโข
 
 
ผมใช้เวลาช่วงบ่ายเดินเล่น ถ่ายรูปทั่วๆ ไปในเขตหมู่บ้าน ปั่นจักรยานให้พอน่องโป่ง ได้รู้จักกับใครหลายๆ คน ได้มีเวลาคุยกับป้าจารีตเจ้าของร้านที่ผมฝากท้อง ร้านของป้าอยู่ริมคลองถ้าเดินไปจากสะพาน เป็นร้านสุดท้ายที่ขายข้าว ไม่แพงแล้วอร่อย ที่สำคัญป้าอัธยาศัยดีมากมาย

คืนที่สองไม่มีเบียร์ ไม่มีหมูปิ้ง มีแต่เสียงเทียน สมุด ปากกา และสายฝนที่ร่วงกระทบหลังคาจนผมหลับ

วันรุ่งเช้าผมใช้วิธีเก่าเดินเล่นๆ ในหมู่บ้าน เจออะไรก็ถ่ายไปเรื่อยๆ เจอคนก็คุย วันนี้พิเศษกว่าวันอื่นๆ เพราะมีตลาดนัดในหมู่บ้าน ป้าจารีตบอกผมว่ามีทุกวันศุกร์และจันทร์
 
เป้ บนหลัง รถไฟขบวนยาว ทางเส้นเล็กๆ ที่โอบล้อมด้วยวิวของขุนเขาิสวยงาม สะพานไม้มอญ วิถีชีวิตชาวบ้านที่ไร้การปรุงแต่ง  สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ในภาพของแผนการเดินทางที่วางไว้
 

 
ตอน นี้ผมกับเพื่อนร่วมทางอีกแปดคน ไม่มีเป้บนหลัง เราไม่ได้อยู่บนขบวนรถไฟ แต่นั่งสบายอยู่บนรถตู้ฉ่ำแอร์ วิธีการเดินทางถูกเราเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงไปจากเดิม จนกลายเป็นข้ออ้างตีจากทริปนี้ ที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลของเพื่อนที่คิดจะร่วมทางบางคน

หลาย คนเชื่อว่า เรื่องราวระหว่างทางเปลี่ยนได้ด้วยวิธีการเดินทาง แต่ผมไม่เชื่อย่างนั้น การเดินทางแต่ละครั้งสามารถสร้างเรื่องราวให้เราจดจำไม่ซ้ำกันต่างหาก เพียงแค่ก้าวสั้นๆ แต่ละก้าวที่เราใช้อยู่ทุกวี่วัน ยังยกย่างผ่านสิ่งของกิดขวางไม่เหมือนกัน นี่ยังไม่นับความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมานับครั้งไม่ถ้วน
กับระยะเวลาแค่ลมหายใจเข้าออก

รถ กระบะของอิทเคลื่อนตัวออกจากภูเก็ตในตอนที่แสงไฟบนท้องถนนทำหน้าที่แทนดวง อาทิตย์ หลังจากต้องขับหาที่เติมลมตอนเกือบสี่ทุ่ม  บลูบอย ต่ายและผมนอนตากลมเย็นๆ อยู่ในกระบะหลัง ลื่นไหลไปกลางแสงไฟฟ้าข้างถนนต้นแล้วต้นเล่า อยากจะดับไฟทุกดวงตอนนั้นเหลือเกิน เพื่อให้ดาวบนฟ้าไกลๆ จะได้เด่นระยิบระยับเป็นมุ้งให้เราตลอดทาง

เรา ถึงบ้านบังบุกเกือบตอนเที่ยงคืน ย้ายสัมภาระ เปลี่ยนรถ เรามองดาวไม่เห็นจากรถตู้ ไอเย็นจากเครื่องจักรยังสู้ลมเย็นระหว่างทางบนรถกระบะไม่ได้อยู่ดี เรื่องราวการเดินทางของเราไม่ได้เปลี่ยนแต่กำลังจะเริ่มตอนใหม่ต่างหาก

บะหมี่ ไข่ที่เมืองเพชรคืออาหารเช้าจานอร่อย จำได้ว่าหนึ่งกินไข่เยอะกว่าคนอื่น พวกเราหลายคนเลือกสั่งข้าวแกงคนละจานมาถ่วงท้องก่อนสั่งหมี่ ไม่ใช่ว่าหมี่ไข่ไม่อร่อย แต่เพื่อจะให้กองทัพเดินได้ด้วยท้องโดยไม่สะดุดมากกว่า

เช้า ตรู่เริ่มมีชีวิตชีวา แดดสวย ฟ้าใส อากาศเป็นใจกับการเริ่มต้นวันใหม่ สองข้างทางเริ่มแปลกตาจากภาพเดิมๆ แถวบ้านเรา ข้าวสีทองตัดกับท้องฟ้าสีคราม สลับกับทุ่งกอซังที่เพิ่งโดนรถเกี่ยวข้าวเหยียบย่ำเป็นทางยาว ไล่น้ำหนักสีน้ำตาลแห้ง เข้มจางสม่ำเสมอ เป็นแถบสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางทาบทั่วผืนนา

สิ่ง ที่เราตื่นตาตื่นใจที่สุดคงหนีไม่พ้น เป็ดไล่ทุ่งหลายร้อยสีน้ำตาลเข้ม เดิน วิ่งยั้วเยี้ยจนเราอดใจไม่ไหว รีบจอดรถติดเลนส์ ไล่กระหน่ำชัตเตอร์ใส่

วัด ถ้ำเสือและวัดเขาน้อย สองวัดบนภูเขาลูกเดียวกัน คือ จุดท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการที่แรก เจดีย์ทั้งรูปแบบไทยและจีนตั้งตระหง่านสวยงาม ใครชอบออกแรงพอให้เหงื่อซึมก็มีบันไดให้เดินสบายๆ หรือหากชอบความสบายหน่อย ทางวัดก็มีรถกระเช้าไว้บริการ

เราไปต่อยังตัวเมืองกาญจน์ แวะเดินเล่น ถ่ายรูปที่สะพานรถไฟประวัติศาสตร์ ที่นี่ผมต้องเสียรองเท้าคู่เก่งให้แม่น้ำแคว

เที่ยงๆ หน่อย หนึ่งผู้จัดการทริปของเราพาไปแวะชมโรงถ่ายหนังพระนเรศวร ให้พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

อัน นี้นิด อันโน้นหน่อยบนเส้นทางท่องเที่ยวของเรา แต่เมื่อรวมๆ แล้วมากพอที่จะลากยาวให้มื้อเที่ยงของเรากระเจิงไปอยู่ที่เกือบบ่ายสาม ความหิวบวกความอร่อยของอาหาร อย่างเคยมาเท่าไหร่ หมดในพริบตา จนผู้จัดการทริปไม่รู้ตัวว่าหมูป่าผัดเผ็ดที่ตัวเองสั่งมาแล้วและเกลี้ยง จานอย่างไร้ร่องรอย

เราได้เหยียบย่างสังขละบุรีอย่างเต็มเท้า พร้อมๆ กับพระอาิทิตย์ที่เตรียมตัวเก็บของเลิกงาน สะพานมอญกับแสงเย็นกลายเ็ป็นแค่ภาพในความทรงจำ ไม่มีใครเก็บใส่เมมโมรี่กล้องได้สักคนนอกจากหนึ่ง ที่มุ่งมั่นไม่ยอมเข้าที่พักก่อนทไวไลท์

สังขละบุรียังเงียบเหมือนครั้งก่อนที่ผมมา น้ำดูเหมือนจะแห้งกว่าด้วย ชาวบ้านบอกว่าฝนเพิ่งตกแค่อาทิตย์แรก น้ำที่เราดูว่าน้อยยังเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับก่อนหน้าที่ฝนจะมา เรื่องที่ได้ฟังผมพอจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างที่น่าเป็นห่วง

แม้จะไม่ใช่ฤดูหนาว แต่ลมเบาๆ เบียร์เย็นๆ บทสนทนาตามประสาเพื่อนร่วมทาง ทำให้ค่ำคืนแรกที่นี่ของเราเติมเต็มไปด้วยเรื่องราวและบรรยากาศที่หาไม่ได้ ทั่วๆ ไป

นาฬิกา ส่งเสียงปลุกผมตั้งแต่ตีห้าครึ่งตามสั่ง รีบลุกขึ้น ล้างหน้า แปรงฟัน ผมช้ากว่าหนึ่งตามเคย เราแยกย้ายกันไปถ่ายรูป ยกเว้นบลูบอยกับกริตที่ขอแนบแน่นกับที่นอนต่อ รอเจอกันพร้อมอาหารเช้าทีเดียว

ฟ้าไม่เป็นใจ บรรยากาศขมุกขมัว พระอาทิตย์ขี้เกียจไม่โผล่ให้เราเห็นตามเวลา ชีวิตของชาวบ้านเริ่มเคลื่อนไหวให้เราเห็น เดินช้าๆ ใช้ชีวิตนิ่งๆ บนสะพานไม้ที่ทอดยาว เชื่อมสองฝั่งไทย มอญ แค่รอยยิ้ม คำทักทายที่ไม่ได้เสแสร้ง แต่มีพลังเหลือเฟือที่จะเชื่อมต่อไมตรีระหว่างคนไม่รู้จักกัน
 
 
พวกเราเป็นตากล้อง ชาวบ้านเป็นแบบให้เราถ่าย สำหรับผมไม่อยากให้เขาเป็นแบบที่ผมอยากได้ แต่ผมมีความสุขที่จะถ่ายในแบบที่เขาเป็นมากกว่า

สะพาน ยังเป็นไม้เหมือนเดิม แม้จะถูกซ่อมมาหลายครั้ง ครั้งนี้ผมรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างกำลังก่อตัว บางอย่างเหมือนมนุษย์ต่างดาวกำลังบุกรุกโลก เสาไฟเขียวปี๊ดบนสะพาน ขยะมีให้เห็นหนาตากว่าครั้งก่อนตามริมคลอง ความใสของน้ำเหมือนจะหายไปบ้าง กองดินแดงๆ ตรงเชิงสะพาน ชาวบ้านบอกว่าเทศบาลกำลังจะเข้ามาสร้างสวนสาธารณะตรงหัวสะพาน

บท สนทนาของผมกับชาวบ้านจบแล้ว แต่หลายเรื่องยังวนเวียนอยู่ในหัว สำหรับผมโลกใบนี้คงมีสองส่วน ส่วนหนึ่งพยายามที่จะอนุรักษ์ความเก่าแก่ วิถีดั้งเดิม ในขณะที่อีกส่วนพยายามจะแสวงหาความเจริญเอามาแทนที่สิ่งที่ตัวเองคิดว่าล้า หลัง เมืองไทยของเราโชคร้ายไปหน่อยที่จัดตัวเองให้อยู่ในกลุ่มหลัง
 
 
 
ถ้าให้เปรียบเทียบคงไม่ต่างจากคนที่เดินบนสะพานแห่งนี้ คนหนึ่งเดินไปจนสุดสะพานแล้วตัดสินใจเดินย้อนกลับด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง ส่วนอีกคนพยายามเร่งตัวเองทุกวิถีทางให้เดินทันอีกคนเพื่อให้ถึงสะพานอีกฟาก ด้วยเหตุผลแค่ว่าเขาดีกว่าตรงที่นำหน้าไปแค่นั้น แต่ไม่ทันได้ถามถึงเหตุผลว่าทำไมเมื่อถึงสะพานอีกด้าน แล้วเขาจึงตัดสินใจเดินกลับที่เดิม
 
 
สายๆ หน่อยเราแวะไปนมัสการเจดีย์พุทธคยา ครึ่งวันบ่ายที่หนึ่ง อิท ต่ายและผม ใช้เวลาอยู่ในหมู่บ้าน ถ่ายรูป พูดคุยกับชาวบ้านไปเรื่อยๆ เดินไกลหน่อย อย่างช้าๆ เหนื่อยก็พัก ชาวบ้านยังต้อนรับคนต่างถิ่นดีเหมือนเดิม เด็กๆ ยังทักทาย หลายคนได้รับการอบรมให้เป็นมัคคุเทศก์น้อย บางครั้งก็เสนอตัวเล่าประวัติสะพานให้ฟัง  บางครั้งเสนอขายโปรแกรมนั่งเรือเที่ยว ทุกครั้งที่โดนเสนอผมยังรู้สึกดี ด้วยมารยาทของเด็ก เลยไม่ได้รู้สึกเหมือนโดนยัดเยียดเหมือนแหล่งท่องเที่ยว บางแห่งบางที่ หลายครั้งผมปฎิเสธ ไม่ใช่ว่าจะใจร้าย แต่ถ้าให้เขาเรียนรู้ถึงความผิดหวังบ้าง ยังดีกว่าที่ให้เขามองว่านักท่องเที่ยว คือ ขุมทรัพย์ ที่เขาจะต้องตักตวงหรือกอบโกยอย่างเดียว
 
 
คนเราให้เขาก่อนโดยไม่คิดถึงผล แล้วเราจะได้รับกลับมาเอง ผมเชื่ออย่างนั้น หรือเป็นแค่ข้ออ้างของคนใจดำ ที่ปกป้องตัวเองให้ดูดี

ความ เรียบง่ายของที่นี่ ทำให้ชีวิตของเราเนิบนาบขึ้น ง่ายๆ สบายๆ โดยไม่รู้สึกเหนื่อย อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนกรุงมากมายแห่มาที่นี่ในช่วงหน้าหนาว ชีวิตก็แค่นั้น คำตอบของบั้นปลายชีวิตคงไม่หนีไม่พ้นความพอเพียง

ขากลับ เราแวะนั่งรถไฟสายมรณะ ความสวยงามระหว่างทางไม่ได้เป็นอย่างชื่อ เสียงรถไฟยังดังเหมือนเดิมแต่ไหนแต่ไร เสียงล้อบดสีกับรางเหล็กคดเคี้ยว พ่อค้าแม่ค้าที่ขึ้นมาขายของบนขบวนรถตอนที่รถจอดสถานี สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างเรื่องราวการเดินทางของเราให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เรา เลือกใช้ชีวิตคนเมือง โดยเลือกแวะพักที่หัวหินคืนสุดท้าย ใช้เวลาพักผ่อนหาไอเดียในตลาดจั๊กจั่น หลายอย่างไม่ต่างจากตลาดขายของที่มีทั่่วไป แต่สิ่งที่เติมมาให้ต่าง คือ ความคิดสร้างสรรค์ที่โลดแล่นอยู่ทั่วไปในพื้นที่สวนเล็กๆ ผมเก็บมาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็ได้แรงบันดาลใจมาไม่น้อย
 
 
ภาพเป้บนหลัง รถไฟขบวนยาว การเดินทางอย่างค่ำไหนนอนนั่น ถูกลบด้วยเรื่องราวการเดินทางที่กำลังจะจบ

บลูบอย ต่ายและผมนอนแผ่ในกระบะหลังรถเหมือนขามา ดาวยังเต็มฟ้า แต่ลมเย็นกว่า

ผมเชื่ออย่างที่ใครๆ หลายคนเชื่อ เรื่องราวระหว่างทางเปลี่ยนไปบ้างตามวิธีการเดินทางที่เราเลือก
วิธีการเดินทางที่เปลี่ยน ไม่ได้เปลี่ยนใจให้ผมเลิกเที่ยว

บางคนแ้ก้ต่างว่าไม่ชอบวิธีการเดินทาง ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เหตุผล แค่ข้ออ้างมากกว่า

edit @ 5 Aug 2011 06:53:58 by นายมาแล็ง

edit @ 5 Aug 2011 07:01:56 by นายมาแล็ง

สอง มีนา ห้าสี่

ยังไม่ทันที่ผมจะหย่อนสะโพกนั่งให้เต็มแก้มก้น
“พูดเขมรหรือพูดไทย”
คำ ถามแรกของเพื่อนร่วมทางรุ่นปู่เริ่มแสดงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างเรา คำพูดทื่อๆ ที่ทำให้ผมจุก พูดอะไรไม่ออก อยากจะหันไปมองหน้าหาเรื่อง แต่คิดอีกทีผมผิดเองมากกว่า ที่ใส่เสื้อยืดนครวัด แถมหน้าตาเข้าข่าย

ห้า โมงครึ่งรถทัวร์ล้อหมุนออกจากบขส. ภูเก็ต เมืองหลวงคือจุดหมาย ทุกครั้งที่เริ่มก้าวขาออกเดินทาง ผมรู้สึกทุกครั้งว่าชีิวิตของเราไม่ได้ต่างอะไรไปจากนกเลี้ยง เชื่องแสนเชื่อง วันๆ ดิ้นรนอยู่แึ้ค่ในกรงของความเคยชิน มีการงาน ภาระชีวิตให้สนใจ  จนไม่มีเวลามองไกลๆ เลยกรอบสี่เหลี่ยมออกไปข้างนอก  

ผม นั่งเงียบๆ มองสองข้างทางผ่านกระจกมัวๆ ผมไม่อยากสานต่อไมตรีใดๆ กับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ตอนนี้ แค่คำพูดประโยคแรก ผมพอที่จะตัดสินอะไรบางอย่างได้บ้าง

“อยู่ภูเก็ตทำงานอะไร” ประโยคที่สองยิงบ้องหูผมจังๆ ทื่อๆ อีกแล้ว
“ทำไกด์ครับ” ผมตอบอย่างขัดไม่ได้
“ยินดีที่รู้จัก เพื่อนร่วมอาชีพ” คำพูดเท่ห์ๆ พร้อมกับมือที่ล้วงกระเป่าตังค์ แล้วโชว์บัตรไกด์ให้ผมดู ผมเริ่มรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย

วันนี้ ผมเห็นพระอาทิตย์ดวงกลมโตค่อยๆ จมผืนน้ำบนสะพานสารสิน เสน่ห์ของการเดินทางเริ่มต้น แม้ว่าไกลออกไปอีกแปดร้อยกว่ากิโล ปลายทางของผมคือความรับผิดชอบล้วนๆ

ระหว่าง ทางผมกับเพื่อนร่วมอาชีพสนทนาโต้ตอบกันมากขึ้น แลกเปลี่ยนเรื่องราว มุมมอง ต่างวัย ต่างเวลา หลายอย่างแตกต่าง หลายอย่างเปลี่ยนและอีกหลายอย่างยังไม่เปลี่ยน

ครั้ง นี้ผมเลือกเดินทางด้วยรถยนต์ด้วยเหตุผลของเงิน เลือกรถของบริษัทขนส่งเพราะอยากเปลี่ยนบ้าง รถจอดทานข้าวที่ร้านอาหารวังกุ้ง สุราษฏร์ธานี ภาพที่ผมเห็นบนโต๊ะอาหารระหว่างคนแปลกหน้า ผมพอสรุปเอาเองได้ว่า ความเอื้อเฟื้อเผื่อ ช่วยเหลือกัน เป็นธรรมชาติของคนไทยจริงๆ และไม่มีทางที่ผมจะเห็นอะไรน่ารักๆ แบบนี้จากการเดินทางด้วยยานพาหนะอย่างอื่น

ท้อง อิ่ม อวัยวะอย่างอื่นต้องการพักบ้าง ผมงีบหลับจนรู้สึกตัวอีกทีตอนถึงมหาชัย มองนาฬิกาแล้วจึงรู้เหมือนว่ารถจะช้ากว่ากำหนดเกือบๆ สองชั่วโมง มารู้ทีหลังจากน้องแอร์รถ ว่ามีอุบัติเหตุ รถบริษัทแรกที่ผมตั้งใจจะมาพลิกคว่ำหลังจากที่แซงหน้ารถคันของเราไปไ่ม่เกิน ห้านาที

รถ ถึงจุดหมายแต่ผมยังไม่ถึง เพื่อนร่วมทางกล่าวลาผม พร้อมกับคำเชิญให้ไปเยี่ยมเยียนที่บ้าน ผมกล่าวรับพร้อมๆ กับสัญญากับตัวเอง วันหนึ่งเราคงได้พบกันอีก

เช้า นี้ผมต้องเบียดเสียดแออัดกับคนกรุงเทพไปถึงราม ถ่ายรูปรับปริญญาให้น้อง เลยไปสวนหลวง ร.9 อาหารเที่ยงของพวกเราคือ ส้มตำ ไก่ย่างเหนียวๆ ปูเสื่อ ใต้ความร่มรื่นของต้นไม้ เย็นๆ หน่อยก็ไปร้าน นั่งกินข้าวกัน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้พูดคุยจริงๆ จังๆ กับเพื่อนของน้องชาย หลายๆ อย่างแสดงให้ผมเห็นถึงมิตรภาพของเพื่อนฝูง แม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นในวงเหล้า แต่ผมเชื่อว่ามันคือความจริง

งานเลี้ยงแค่วงเล็กๆ เรียบง่าย ฉลองความสำเร็จสิ้นตอนตีสอง

 
สาม มีนา ห้าสี่

ผมตื่นเช้า กล่าวลาคนรู้จัก หันหลังเดินทางต่อ แค่ความรับผิดชอบเล็กๆ แต่ทำให้หัวใจของผมพองโต มีแรงไปต่อ
เช้า นี้ผมต้องเอากล้องไปเปลี่ยนยางที่ศูนย์นิคอน แถวสีลม ผมมีเวลาเหลืออีกวันเต็มๆ เลยตัดสินใจซื้อบัตรรถไฟฟ้าแบบ One-Day Pass แค่ 120 บาท แต่มันทำให้ผมได้ใช้เวลาได้เต็มที่ขึ้น  

ร้าน Black Canyon ชั้น 7 ที่มาบุญครอง คือ โรงฆ่าเวลาชั้นยอดของผม กระดาษรองจานกลายเป็นกระดาษบันทึกความรู้สึกและสิ่งที่เห็น  ตรงนี้มันสูงพอที่จะทำให้ผมมองกรุงเทพได้ไกลๆ เมืองที่หลายคนเห็นเป็นสวรรค์กำลังถูกห่อหุ้มด้วยอะไรสักอย่างมัวๆ

ตอนนี้ผมเหงา แต่ก็ไม่น่าเห็นใจเท่าเมืองที่กำลังป่วย

ได้ เวลาผมนั่งรถไฟฟ้้ากลับไปศูนย์นิคอน ธุระผมหมด เลยนั่งรถไฟฟ้าต่อไปยังสถานีสะพานตากสิน จากการคำนวณเวลากับความอยากจะออกนอกเส้นทางปกติ ผมมีเวลาพอที่จะล่องเรือสบายๆ ไปขึ้นที่สะพานพระปิ่นเกล้า แล้วค่อยต่อรถไปยังสายใต้  

เงินค่าเรือ 14 บาท กับเวลา 15 นาทีผมคงค้นพบอะไรบางอย่าง

แสงอาทิตย์อุ่นๆ สีทองอาบลำน้ำเจ้าพระยา พระธาตุวัดอรุณกลายเป็นสีทองอ่อนๆ ยิ่งน่ามองจนไม่อยากละสายสายตา การเดินทางต่างวิธีทำให้เราค้นพบเสน่ห์ของสิ่งรอบตัวบนทางผ่านได้อย่างน่า สนใจ

วิธีการเดินทางที่เสี่ยง และหวาดเสียวที่สุดในกรุงเทพคงหนีไม่พ้น มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผมรู้สึกด้วยตัวเองตอนที่นั่งซ้อนท้ายพี่วินนี่แหละ

สะพานปิ่นเกล้ากับสายใต้ใหม่ห่างกันแค่ 8 ก.ม. ถ้าผมจำไม่ผิด  ชีวิตผมกับความตายคงใกล้กว่านั้น แต่ก็ได้ลอง


edit @ 14 Apr 2011 00:23:37 by นายมาแล็ง

เมื่อชีวิตติดปีก

posted on 27 Jan 2010 21:23 by extremegen

 

The wing of awareness
 
 
 

 

หรือจะบิน ทั้งๆ ที่รู้ว่าแค่เพียงให้เหมือนอย่างชีวิตอื่น

 

 

 

หรือจะบิน ทั้งๆ ที่รู้ว่าชีวิตข้างๆ อยากจะรั้งแต่ไม่เคยปริปาก

 

 

 

หรือจะบิน ทั้งๆ ที่รู้ว่าชีวิตอื่นยังแน่นิ่งไม่รู้สึกรู้สา

 

หรือจะบิน ทั้งๆ ทีรู้ว่าอิสระเสรีคือแค่เปลือกหุ้มของความโดดเดี่ยว

 

 

 

หรือจะบิน ทั้งๆ ที่รู้ว่าเบื้องหน้ายิ่งต่างสุดขั้วกับเรื่องราวข้างหลัง

 

 

 

หรือจะบิน ทั้งๆ ที่รู้ว่าต้องละทิ้งความอบอุ่นไว้อย่างไม่มีทางทดแทน

 

 

รู้ไหม 

ทุกอย่างก็แค่ความโลเล ที่รอริบปีกริบหาง หากเจ้าของปีกยังไม่มั่นใจ

 


edit @ 27 Jan 2010 21:32:14 by นายมาแล็ง

ยามเครื่องบินลอยลำ ผมหลับไหล ตื่นอีกทีตอนเครื่องลดระดับต่ำลงๆ มองออกไปนอกหน้าต่าง สีเขียวจากทุ่งนาผืนกว้างเติมความสดชื่นไล่ความอ่อนเพลียออกไปได้บ้าง ด้วยความไม่แออัดและพลุกพล่านของสนามบินเชียงรายทำให้เราก้าวพ้นจากขั้นตอนทีน่าเบื่อได้อย่างไม่เชื่องช้า รอกระเป๋าก็ไม่นาน ระยะทางจากสายพานรับกระเป๋ากับหน้าอาคารโดยสารไม่ไกลเลย เมื่อเทียบกับสุวรรณภูมิที่เดินกันขาเกือบลาก บางทีความใหญ่โตที่คนเราจงใจสร้างขึ้นมา มันไม่ได้มีประโยขน์อะไรมากมายไปกว่าการคิดถึงหน้าตาที่ได้แปะหราว่าเป็นที่สุดในโลก

แค่ระยะทางใกล้ๆ จากสนามบินไปยังสถานีขนส่งเชียงราย ระหว่างที่รอเวลาออกของรถเมล์แดงประจำทางสายเชียงรายเชียงของ  เรายังพอมีเวลาหาอะไรใส่ท้องพอให้มีเรี่ยวแรงกับการเดินทางต่อ

ที่นี่ฝนพบชาเย็นที่อร่อยที่สุดที่เคยเจอมา เธอบอกเราอย่างนั้น หลายคนในนี้ก็พยักหน้าสนับสนุน รวมทั้งผม แม้จะไม่เต็มปากเต็มคำสนับสนุนแต่ก็ไม่คัดค้าน

หลายๆ อย่างในเมืองนี้ดึงให้มือเรากดชัตเตอร์ไปหลายครั้ง ความเรียบง่ายไม่วุ่นวายอย่างเมืองหลวงเป็นเสน่ห์ที่เราพบได้ไม่บ่อยนัก

เรานั่งรถออกนอกเมืองมาไปทางเชียงของใช้เวลาประมาณสักสองชั่วโมงกว่าๆ รถเมล์ที่ดูอาจจะไม่สะดวกสบาย แค่เรียบง่ายอย่างที่เราต้องการและเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เราได้สัมผัสรสชาติแท้ของการสัญจรระหว่างเมือง ช่องว่างระหว่างพวกเรากับคนที่นี่เลยดูไม่ห่างไกลกลวงโหวงและแบ่งแยก

กลิ่นแท้ของที่นี่ ภาพจริงของชีวิตที่นี่ ผ่านตาตลอดสองข้างทาง ทุ่งนาเจิ่งน้ำสีโคลนบอกเราถึงสภาพอากาศตอนนี้ได้ดี ฟ้าครึ้มถูกเมฆฝนระบายด้วยสีเทา สีเขียวรอบตัวทั้งสองข้างถนนดูสดใสอิ่มตัว แม้จะเปียกปอนหน่อยแต่สดชื่น ดีสักอย่างเสียสักอย่างก็เพื่อสมดุล ดีกว่าดีหมดหรือเสียหมดแต่ขาดความพอดี

เที่ยงเราถึงเชียงของ เมืองสงบเงียบ น่าอยู่เลยที่เดียว เราเหมาสามล้อไปยังที่พัก ไม่นานนักพวกเรามายืนอยู่หน้าเรือนพักตำมิหละ ที่นี่ผมเริ่มได้กลิ่นแม่น้ำโขง

เรือนพักท่ามกลางต้นไม้สีเขียว ร่มรื่น ยิ่งรู้สึกอบอุ่นเมื่อได้พูดคุยกับพี่เจ้าของ แต่เสียดายผมจำชื่อไม่ได้ ครั้งหน้ากลับไปอีกทีรับรองจะจำให้แม่นเลยครับ เราเลือกสองหลังที่มองเห็นแม่น้ำโขงได้ถนัดตาที่สุด ยิ่งตรงระเบียงมีเปลผูกเอาไว้ให้นอนเล่น แค่นี้ก็เป็นสวรรค์ชั้นเล็กๆ สำหรับผมแล้วครับ

ใจหนึ่งอยากจะนอนเล่น ดื่มด่ำบรรยากาศให้หายอยาก ลอกเอาคราบความเหนื่อยล้าทิ้งน้ำโขง แต่อีกใจอยากให้เวลากับเชียงของอีกหน่อย บางทีการรู้จักกันบ้างแม้ไม่มากก็ยังดีกว่าทิ้งไว้ให้เป็นแค่ทางผ่าน

ยิ่งได้แรงยุจากพี่ๆ ที่นี่ เรื่องฤดูกาลจับปลาบึก ว่าปีหนึ่งมีแค่ครั้งเดียวและตอนนี้ชาวบ้านเพิ่งสามารถพิชิตเจ้าบึกยักษ์สดๆ ร้อนๆ ก่อนหน้าเรามาถึงแค่ไม่กี่นาที

ปลาบึกอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เดินเล่นๆ เรื่อยๆ ชมเมือง เลียบโขงยามเย็น แปบเดี๋ยวก็ถึง พี่เขายิ่งสาธยายแบบนี้มีหรือที่เราจะยอมเฉย

คนห้าคน เท้าสิบคู่ เดินผ่านใจกลางเมืองเชียงของ ชมโน่นชมนี่ จุดหมายของเราอยู่ที่ปลาบึก ตรงไหนไม่รู้ แต่ไม่ไกลหรอก พี่เขาบอกมา

edit @ 2 Apr 2013 17:54:11 by นายมาแล็ง