ยามเครื่องบินลอยลำ ผมหลับไหล ตื่นอีกทีตอนเครื่องลดระดับต่ำลงๆ มองออกไปนอกหน้าต่าง สีเขียวจากทุ่งนาผืนกว้างเติมความสดชื่นไล่ความอ่อนเพลียออกไปได้บ้าง ด้วยความไม่แออัดและพลุกพล่านของสนามบินเชียงรายทำให้เราก้าวพ้นจากขั้นตอนทีน่าเบื่อได้อย่างไม่เชื่องช้า รอกระเป๋าก็ไม่นาน ระยะทางจากสายพานรับกระเป๋ากับหน้าอาคารโดยสารไม่ไกลเลย เมื่อเทียบกับสุวรรณภูมิที่เดินกันขาเกือบลาก บางทีความใหญ่โตที่คนเราจงใจสร้างขึ้นมา มันไม่ได้มีประโยขน์อะไรมากมายไปกว่าการคิดถึงหน้าตาที่ได้แปะหราว่าเป็นที่สุดในโลก

แค่ระยะทางใกล้ๆ จากสนามบินไปยังสถานีขนส่งเชียงราย ระหว่างที่รอเวลาออกของรถเมล์แดงประจำทางสายเชียงรายเชียงของ  เรายังพอมีเวลาหาอะไรใส่ท้องพอให้มีเรี่ยวแรงกับการเดินทางต่อ

ที่นี่ฝนพบชาเย็นที่อร่อยที่สุดที่เคยเจอมา เธอบอกเราอย่างนั้น หลายคนในนี้ก็พยักหน้าสนับสนุน รวมทั้งผม แม้จะไม่เต็มปากเต็มคำสนับสนุนแต่ก็ไม่คัดค้าน

หลายๆ อย่างในเมืองนี้ดึงให้มือเรากดชัตเตอร์ไปหลายครั้ง ความเรียบง่ายไม่วุ่นวายอย่างเมืองหลวงเป็นเสน่ห์ที่เราพบได้ไม่บ่อยนัก

เรานั่งรถออกนอกเมืองมาไปทางเชียงของใช้เวลาประมาณสักสองชั่วโมงกว่าๆ รถเมล์ที่ดูอาจจะไม่สะดวกสบาย แค่เรียบง่ายอย่างที่เราต้องการและเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เราได้สัมผัสรสชาติแท้ของการสัญจรระหว่างเมือง ช่องว่างระหว่างพวกเรากับคนที่นี่เลยดูไม่ห่างไกลกลวงโหวงและแบ่งแยก

กลิ่นแท้ของที่นี่ ภาพจริงของชีวิตที่นี่ ผ่านตาตลอดสองข้างทาง ทุ่งนาเจิ่งน้ำสีโคลนบอกเราถึงสภาพอากาศตอนนี้ได้ดี ฟ้าครึ้มถูกเมฆฝนระบายด้วยสีเทา สีเขียวรอบตัวทั้งสองข้างถนนดูสดใสอิ่มตัว แม้จะเปียกปอนหน่อยแต่สดชื่น ดีสักอย่างเสียสักอย่างก็เพื่อสมดุล ดีกว่าดีหมดหรือเสียหมดแต่ขาดความพอดี

เที่ยงเราถึงเชียงของ เมืองสงบเงียบ น่าอยู่เลยที่เดียว เราเหมาสามล้อไปยังที่พัก ไม่นานนักพวกเรามายืนอยู่หน้าเรือนพักตำมิหละ ที่นี่ผมเริ่มได้กลิ่นแม่น้ำโขง

เรือนพักท่ามกลางต้นไม้สีเขียว ร่มรื่น ยิ่งรู้สึกอบอุ่นเมื่อได้พูดคุยกับพี่เจ้าของ แต่เสียดายผมจำชื่อไม่ได้ ครั้งหน้ากลับไปอีกทีรับรองจะจำให้แม่นเลยครับ เราเลือกสองหลังที่มองเห็นแม่น้ำโขงได้ถนัดตาที่สุด ยิ่งตรงระเบียงมีเปลผูกเอาไว้ให้นอนเล่น แค่นี้ก็เป็นสวรรค์ชั้นเล็กๆ สำหรับผมแล้วครับ

ใจหนึ่งอยากจะนอนเล่น ดื่มด่ำบรรยากาศให้หายอยาก ลอกเอาคราบความเหนื่อยล้าทิ้งน้ำโขง แต่อีกใจอยากให้เวลากับเชียงของอีกหน่อย บางทีการรู้จักกันบ้างแม้ไม่มากก็ยังดีกว่าทิ้งไว้ให้เป็นแค่ทางผ่าน

ยิ่งได้แรงยุจากพี่ๆ ที่นี่ เรื่องฤดูกาลจับปลาบึก ว่าปีหนึ่งมีแค่ครั้งเดียวและตอนนี้ชาวบ้านเพิ่งสามารถพิชิตเจ้าบึกยักษ์สดๆ ร้อนๆ ก่อนหน้าเรามาถึงแค่ไม่กี่นาที

ปลาบึกอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เดินเล่นๆ เรื่อยๆ ชมเมือง เลียบโขงยามเย็น แปบเดี๋ยวก็ถึง พี่เขายิ่งสาธยายแบบนี้มีหรือที่เราจะยอมเฉย

คนห้าคน เท้าสิบคู่ เดินผ่านใจกลางเมืองเชียงของ ชมโน่นชมนี่ จุดหมายของเราอยู่ที่ปลาบึก ตรงไหนไม่รู้ แต่ไม่ไกลหรอก พี่เขาบอกมา

edit @ 10 Sep 2009 08:56:27 by นายมาแล็ง

ไม่น่าเชื่อว่า แค่คำพูดไม่กี่คำ สุดท้ายได้ข้อสรุปว่าทริปถ่ายรูปต่อไปของเรา คือ ทริปมาโครน้ำตกโตนไพร ไม่มีใครมีเหตุผลนอกเหนือไปจากถ่ายรูป รุ่งเช้ากระทู้ประกาศทริปตั้งหราบนหน้าเวบบอร์ดด้วยฝ ีมือของฝน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกถ้าผมจำไม่ผิด เราประกาศล่วงหน้าอาทิตย์หนึ่ง อย่างน้อยก็แอบหวังลึกๆ ว่าจะได้มีหน้าใหม่เข้ามาติดกับดักมิตรภาพของเราบ้าง แค่คนสองคนก็ยังดี

เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เราไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าการได้พบเจอกันของคนคอเดี ยวกัน ช่วงนี้ผมไม่ค่อยมีเวลาเข้าเวบมากนัก เนื่องจากคอมเสีย งานใหม่ก็กินเวลาแต่ละวันของผมไปเกือบหมด เหลือก็แค่เวลานอน พบปะเพื่อนๆ บ้าง แค่ช่วงเย็น เคยแกล้งพูดเล่นๆ ว่า งานนี้ดีอย่างที่แยกผมให้ออกห่างจากโลกไซเบอร์ได้ แต่สิ่งที่ผมรู้อยู่คนเดียวตอนนั้น คือ ผมเริ่มถูกดึงห่างจากสิ่งที่ผมรักเหมือนกัน ได้รับรู้แค่จากฝน จากบลูบอย ว่าคนเริ่มสนใจทริปของเรามากขึ้นๆ จากห้าหกคนเรากันเอง เริ่มกลายเป็นสิบ สิบกว่าจนเกือบสามสิบ เคยหวังกันแค่ว่าเป็นทริปเล็กๆ ไปน้อยๆ เหมือนครั้งก่อนๆ เราคาดคะเนผิด จากแค่เล่นๆ เราเริ่มคิดให้จริงจังขึ้นอีกหน่อย คุยกันหลายๆ คนอยากให้มีเกมส์หรืออะไรก็ได้ ที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักกัน ไม่ใช่ไปด้วยกัน แล้วต่างคนต่างคุย เราไม่อยากให้เพื่อนใหม่ของเรา ไปแค่ไหนก็กลับแค่นั้น แม้จะไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันติดมือกลับมา น้อยที่สุดได้ความรู้สึกที่ดีเปื้อนหัวใจกลับไปหน่อย ก็ดี หรือมากที่สุดคือความเป็นเพื่อนที่ทุกคนยอมให้เข้ามา ในชีวิตต่อจากนี้ไป

วันยิ่งใกล้เข้ามา ที่ผมเห็นชัดเจนที่สุด ฝนยิ่งคิดมาก บอยก็ไม่ใช่ย่อย ผมรู้ไม่ใช่แค่สองคนนี้ ทุกคนในครอบครัวของเราต่างหากที่มองดู ช่วยกันคิด เอาใจช่วยพวกเราเหมือนกัน ผมยังดูห่างๆ ไม่อยากเตรียมการอะไรมากมาย ออกความคิดเห็นบ้าง ก่อนถึงวันจริงประมาณสองถึงสามวัน เรานั่งคุยกันที่ร้านหนังสือ ถึงเรื่องรถ กิจกรรม อาหารการกิน พวกเราตกลงกันว่าอยากมีกิจกรรมอะไรที่ช่วยหลอมหลายๆ คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนให้เป็นเนื้อเดียวกัน ดูเหมือนง่าย แต่ก็ยากใช่เล่น ผมเชื่ออย่างที่ผมเชื่อ ว่า คนที่ชอบในสิ่งเดียวกัน หากทำในสิ่งที่ชอบด้วยกัน จากความชอบส่วนตัวเล็กน้อยจะต้องกลายเป็นมิตรภาพมากม ายมหาศาล

ด้วยเวลาแค่น้อยนิด การเตรียมการแรกเริ่มเราทำได้แค่ให้ทุกคนโอนเงินคนละ สามร้อยเพื่อเป็นค่าจัดการเบื้องต้น ใจจริงผมอยากหาข้าวห่อที่ยังใช้ใบตอง แต่ก็ไม่ใช่ง่ายอย่างที่บอก สุดท้ายจบที่ข้าวกล่องตามสมัยนิยม เรื่องรถที่จะรองรับเพื่อนร่วมทริปเกือบสามสิบคนก็ไม ่ใช่ปัญหา ความตั้งใจผสมกับความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของพวกเราทำใ ห้เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กที่สุด สุดท้ายคือเรื่องกิจกรรม เราไม่รู้จะทำอย่างไรให้ทุกคนต้องข้ามขั้นจากคนแค่รู้จักกันให้กลายเป็นเพื่อนกันในแค่ไม่กี่ชั่วโมง สรุปคือเราอยากมีป้ายชื่อแขวนคอ การแนะนำการเทคนิดการถ่ายภาพให้แก่กันคือสิ่งหนึ่งที ่น่าจะขาดไม่ได้สำหรับทริปนี้ แต่จะทำอย่างไรดี ที่จะไม่ทำให้เพื่อนใหม่รู้สึกเหมือนเราเอาเขาไปใส่ก รง แล้วทำอย่างไรก็ได้ตามใจของเรา

ปากของพวกเรากันเองพูดบ่อยๆ ว่าไม่ได้จริงจัง เน้นสนุกสนาน เน้นมิตรภาพมากกว่าเรื่องรูปที่ได้ แต่คงไม่มีใครห้ามสมาชิกใหม่ๆ ได้ ว่าสิ่งหนึ่งที่เขาคาดหวังคือการได้รู้เพิ่มเติมเกี่ ยวกับการถ่ายภาพบ้าง ปากว่าอย่างแต่ผมเชื่อว่าใจคิดอีกอย่าง อย่างน้อยก็ฝนคนหนึ่งที่กลัวเพือนไม่สนุกสนาน บลูบอยและหลายๆ คนก็เอ่ยปากว่า ถ้าทุกคนไม่พอใจกับการร่วมกิจกรรมครั้งแรกกับพวกเรา แล้วครั้งต่อไปเขาจะกล้ามาอีกไหม ผมอดคิดเล่นๆ ไม่ได้เหมือนกัน ว่าหากเราตั้งใจทำอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วไม่ได้อย่างห วังกับครั้งแรกที่เริ่ม แล้วใครสักกี่คนที่อยากจะลองใหม่ครั้งหน้า เราไม่อยากให้ทริปนี้เป็นทริปแรกและครั้งสุดท้ายของใ ครบางคน

ผมเสนอให้ออกเช้าๆ เพื่อไปถ่ายแสงเช้าที่ท้ายเหมืองก่อน แต่ข้อเสนอตก ด้วยเหตุผลที่ว่าทุกคนยังใหม่ กลัวจะเหนื่อยกันเกินไป

สิ่งที่เราอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับทริปครั้งนี้คือ การประกวดภาพประทับใจ มีสิ่งของรางวัลเล็กน้อยไม่ใหญ่โต แต่ก็หวังให้มีคุณค่าบ้างสำหรับผู้ชนะ

เหลือเวลาแค่วันเดียวของการเดินทาง สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เริ่มก่อตัวให้เราเห็น คอมเม้นต์ขอถอนตัวมีเข้ามาเรื่อยๆ บางคนมีงานด่วน บางคนมีธุระ จนเราหลายคนไม่อยากจะคิดว่าวันจริงจะเหลือกี่คน คงจะมีแค่เรากันเองไม่กี่คนอย่างเก่า ข้าวกล่องฝนสั่งแล้ว ของก็ซื้อแล้ว คงปล่อยเลยตามเลย อะไรจะเกิดก็เกิด
เย็นๆ ของวันนี้ ผมกับฝนนั่งเช็ครายชื่อแต่ละคน ลองแบ่งรถกันดู บางคนอยากเอารถไปเอง แต่ผมขอร้องให้ไปกับรถคันหลักๆ ที่เราจัดไว้ จริงๆ ไม่ได้กลัวว่าจะต้องจ่ายค่าน้ำมัน แต่อยากให้ทุกคนสนุกกันมากกว่า

เราไล่รายชื่อไปเรื่อยๆ บางคนยังไม่โอนเงินและไม่ได้แจ้งอะไรเข้ามา บางคนขอจ่ายวันเดินทาง เราไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่อยากหาความเชื่อมั่นก่อน เพื่อที่นั่งในรถและอาหารการกิน ฝนกับผมไล่โทรตามทีละคนเรื่อยๆ แอบอำบางคนไว้บ้างว่า ต้องนั่งท้ายกระบะจะเป็นอะไรไหม คำตอบที่ผมได้รับ คือเสียงที่ยังหนักแน่น ไม่อิดออดที่จะตอบตกลง ผมแอบดีใจตรงที่ได้เห็นสัญญาณอะไรบางอย่างที่มั่นใจไ ด้ว่า เราคงไปกันได้ตลอดรอดฝั่งอย่างแน่นอน

เย็นของวันสุดท้ายก่อนถึงวัน เรานั่งเช็ครายชื่อใหม่กันอิกครั้ง พบว่าสมาชิกใหม่หลายคนที่เพิ่งออกทริปครั้งแรกกับเรา คืนนี้เราคงนอนตาหลับ เหลือแค่พรุ่งนี้จะออกหัวออกก้อยคงได้รู้

เช้าวันออกทริป บอย eumhing มาถึงก่อนเวลานัดประมาณเกือบสิบห้านาที เพราะโทรมาเช็คจุดนัดพบให้แน่ใจ ใครจะเป็นคนต่อมา ผมไม่รู้ แต่ที่รู้มีโทรศัพท์อยู่สายหนึ่งที่โทรเข้ามา แล้วบอกว่าจะสายสิบนาที ผมอยากจะบอกไปเหลือเกินว่าพวกเรายังไม่ถึงไหนเลย ผม บอย blueboy และกริต น่าจะไปถึงที่นัดหมายกลุ่มสุดท้าย

เราแวะท้ายเหมืองหาอะไรกันกันก่อน แล้วต่อไปยังน้ำตกโตนไพร มีรวมกลุ่มแนะนำตัวกันนิดหน่อย ก่อนแบ่งกลุ่มย่อย เดินเข้าน้ำตกถ่ายรูปกัน ครึ่งวันแรกผ่านไปได้สวย จบท้ายด้วยข้าวเที่ยง ด้วยเวลาที่ยังเหลือ เราเลยตกลงไปต่อน้ำตกลำปีกัน ก่อนจะไปทุ่งเสม็ดขาวท้ายเหมือง

อีกครึ่งวันต่อมาก็ไม่ได้มีปํญหา เป็นทริปที่สนุกสนาน เฮฮากันมากกว่า แม้พระอาทิตย์จะไม่เป็นใจตกน้ำให้เราเก็บภาพ

เราจบท้ายทริปนี้ด้วยอาหารมื้อเย็นที่พอจะให้ทุกคนอิ ่ม หลายคนพูดกันมากขึ้น แม้จะเป็นแค่วันแรกที่รู้จักกัน ตามสายตาและความรู้สึกของผม ทุกคนพอใจกับทริปนี้

ทริปนี้แม้จะไม่สำเร็จบรรลุผลร้อยเปอร์เซ็นต์ตามที่บ างคนคาดหวัง แม้ว่าผมจะไม่ได้ภาพสวยงามมาเป็นกองๆ อาจจะได้ยินเสียงชัตเตอร์ลั่นไม่ถี่ไปกว่าเสียงพูดคุ ยหัวเราะ แต่สิ่งที่ผมได้เห็นและได้ฟัง มันสุขยิ่งกว่าการที่เราได้ภาพสวยเป็นร้อยๆ กองทับถมรอบตัว แต่ขาดมิตรภาพหล่อเลี้ยง

สุดท้ายขอบคุณมิตรภาพดีๆ ของเพื่อนร่วมทริป บลูบอย บอยอุงหมิง ฝน ปุ๊ก กริต ป้อม บังวี หนึ่งสราวุธ หนึ่งsamin4 วุ๋น เก่ง เจน โชค เน็ต เข็ม ฉู๋ โจ สาว อั๋น ปั๋ม หนึ่ง เอ เชษฐ์ ป้อมหลงถิ่น

ขอบคุณที่ปรึกษาที่ดีเสมอมา พี่หนุ่ม พี่ป้อม acro และครอบครัวอบอุ่นของเราที่นี่

ซาบซึ้งจริืงๆ กับใครหลายๆ คนที่กล้าก้าวออกมาร่วมทางกับเรา แม้จะค้นพบแล้วว่ามันไม่ได้ราบรื่นมากมายนัก คงได้ก้าวต่อไปด้วยกัน

ดูภาพเพิ่มเติม

 

 

edit @ 30 Aug 2009 22:41:59 by นายมาแล็ง

ผมทำงานอย่างเคย ตอนกลางคืน
 
ขณะที่กำลังตอบคำถามจากจดหมายอีเลคทรอนิคส์ของคนอีกซีกโลก แถบกระพริบส้มๆ รอให้คลิกอ่านบทสนทนาของคู่สนทนาผ่านโปรแกรมพูดคุย เพื่อนที่ผมเพิ่งรู้จัก แต่แค่เวลาไม่นานมานี้ ผมกลับพบความเหมือนหลายอย่างที่ค่อยเผยๆ ออกมาระหว่างผมและเขา ผ่านบทสนทนาบ้าง ผ่านการกระทำบางอย่างร่วมกันบ้าง 
 
คืนนี้เหมือนหลายๆ คืนที่ผ่านมา บทสนทนาที่เกิดจากนิ้วเคาะแป้นหลายๆ ประโยคส่งผ่านไปผ่านมา จากเรื่องทั่วๆ ไปที่เกี่ยวกับการเดินทาง ชีวิต การงาน ผ่านมาถึงเรื่องวันตาย
 
ไม่ใช่ผมเริ่มก่อน แต่มันเริ่ม เริ่มตรงที่ยุให้ผมรีบทำอะไรก็รีบเพราะชีวิตคนเราสั้น ไม่มีทางรู้ว่าจะตายวันไหน และไม่รู้ด้วยว่าเรามีเวลาอีกแค่ไหน
 
ผมนึกแค่อยากสนุก ถามมันว่า จะดีไหมถ้าเรารู้วันตายตัวเอง แล้วผมก็เปรยต่อว่า ดีเสียอีกที่คนเราได้รู้วันตาย รู้ว่าเราอยู่ได้อีกนานแค่ไหน เราจะได้วางแผนได้ว่าจะต้องทำอะไรก่อนหลัง จะไม่ต้องมาเสียดายทีหลังว่า ตายแล้วบางอย่างที่อยากทำยังไม่ได้ทำ
 
แต่คำตอบที่ผมได้รับกลับมา ว่า  ถ้าเรารู้วันตายชีวิตก็แค่นั้น ไม่มีอะไรให้ลุ้น แล้วมันฝอยต่อว่า อยู่แบบนี้แหละ ชีวิต ตื่นเต้นดี มีทั้งทุข์ทั้งสุขเป็นบททดสอบ มันส์ดี ไปคิดไรมาก เดี๋ยวก็ตายแล้ว แถมท้ายอีกว่า มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่คิดฝืนธรรมชาติ
 
แต่ก็จริงอย่างที่มันว่า แต่ยังเห็นต่างอยู่ดี ว่าผมจะสุขแค่ไหนที่ได้ทำทุกอย่างที่ต้องการก่อนตาย แต่ในทางกลับกัน นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะเศร้าแค่ไหนหากต้องพรากจากความสุขที่เพิ่งได้มา 

 

edit @ 30 Aug 2009 06:57:07 by นายมาแล็ง

    มองออกไปข้างนอกมืดมิดเหมือนกับทุกๆ คืนที่ผ่านมา ในห้องทำงานสว่างเหมือนเดิมด้วยแสงไฟฟ้าที่ทำหน้าที่ให้แสงสว่างแทนดวงอาทิตย์

    ความเงียบทำหน้าที่ของมันอย่างทุกคืนที่ผ่านมา มือที่ลากเมาท์ไปมาเรื่อยๆ ในขณะที่นิ้วขี้ทำหน้าที่กดลงบนปลายเมาท์เพื่อจะเข้าสู่โลกที่ซุกซ่อนอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่งที่ซับซ้อนกว่า สิ่งที่เราอยากรู้อยากเห็นปรากฏกายอยู่บนจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ

     นิ้วจิ้มลงบนแป้นพิมพ์ดีด อย่างไม่มีจุดหมาย มือ นิ้ว ตัวอักษร และจอสี่เหลี่ยม ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า หากเปรียบมันก็คงเป็นการเดินทางอย่างหนึ่งของผม แต่ในโลกเสมือนแทนที่จะเป็นโลกความจริง ดูเผินๆ บางคนคิดว่าเหมือนกัน แต่การเดินทางของสองโลกต่างกันอย่างฟ้ากับดินและคงไม่มีวันบรรจบกันที่ไหนสักแห่ง ทั้งๆ ที่เราเห็นพื้นดินจรดฟ้าตรงตำแหน่งสุดสายตาไกลๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

     จริงอยู่ เราสามารถหาอะไรๆ ที่ต้องการได้จากสิ่งตรงหน้า เรื่องที่อยากรู้ เพลงที่อยากฟัง จุดหมายของการเดินทางและอีกหลายๆ อย่าง ที่บางคนแอบคิดเลยเถิดไปว่าสิ่งเหล่านี้ตอบสนองทุกๆ ความอยากได้

     ผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลยสักนิด ตรงกันข้าม ยิ่งผมหลุดเข้าไปในโลกเหล่านี้ ผมยิ่งรู้สึกเหงาประหลาด มันไม่ใช่การเดินทางในชีวิตจริง มันแค่การเดินทางเสมือน สิ่งตรงหน้ามันแค่สองมิติ ไม่มีตื้น ลึก หนาบาง  ที่สำคัญมันไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับผม ผมอาจจะมีความรู้สึกกับมัน แต่ก็แค่ข้างเดียว

     ในความสะดวกสบายแค่เอี้ยวตัวยิ่งทำให้จิตใจคนเราดิบขึ้น ความรู้สึกบางอย่างหายไปพร้อมสิ่งเสมือนเหล่านี้ คนเรารักสิ่งสำเร็จรูปมากขึ้น ผมอดคิดไม่ได้ว่าชีวิตคนเรายิ่งนับวันเริ่มเข้าใกล้กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้าไปทุกทีๆ มีแค่รสชาติกับความง่าย แต่เนื้อแท้ไม่ได้มีแก่นสารอะไรเลย

     บางคนชอบสิ่งเหล่านี้ ฉาบฉวย ง่ายดาย ไม่ต้องลงแรง แต่ผมไม่ใช่แบบนั้น อาจจะสวนทางกับคนทั่วไป ตรงที่อยากลงทุนลงแรงกับสิ่งที่อยากได้ เหนื่อยหน่อยแต่ก็ได้คุณค่าทางจิตใจ คงเหมือนกับการเดินทางที่ผมหลงไหลหัวปักหัวปำ หลายคนอยากประหยัดเวลา ย่นระยะทาง อยากสะดวกสบายแต่ได้เห็นทุกอย่างที่อยาก แต่ไม่ได้เฉลียวใจว่าต้องสูญเสียรายละเอียดและรสชาติไปมากมายเท่าไหร่

    วิธีของผมอาจจะไม่ง่ายสำหรับทุกคน แต่ก็ไม่ได้ยากสำหรับคนที่คิดอย่างผม เชื่อไหมว่า ยิ่งเราคิดไม่เหมือนคนอื่นมากมายเท่าไหร่ ความเหงายิ่งกลายมาเป็นเพื่อนเรามากมายเท่านั้น เหงาหน่อยเพื่อลิ้มลองรสชาติ ดีกว่าวุ่นวายสับสนแต่จืดชืดจนขาดสีสัน

edit @ 23 Mar 2009 03:12:14 by นายมาแล็ง

edit @ 25 Apr 2009 06:52:30 by นายมาแล็ง

เดินย่ำ ค่ำโรแมนติก

 

ดวงอาทิตย์เริ่มลดดวงต่ำเกือบลาลับขอบฟ้าฮานอย เย็นสุดท้ายอากาศพอดูได้ วันนี้ทั้งวันเราใช้เวลาไปกับอ่าวมรดกโลก แม้จะเหนื่อยกับการต้องนั่งตัวลีบในรถทั้งไปและกลับ แต่เรี่ยวแรงเรายังมีพอเพราะความรู้สึกคอยกระซิบข้างๆ หูตลอดว่า เวลาของความสุขผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ  ท้องฟ้ายังครึ้มๆ ไม่มีสายฝนโปรยปรายลงมาให้เป็นอุปสรรคของการเดินเท้าเล่นของเรา เวลายิ่งน้อยยิ่งทำให้เราต้องคิดว่าจะทำอะไรให้คุ้มกับเวลาที่เหลือน้อยมากที่สุด

ตกลงได้ข้อสรุปตรงกันคือ เรายังไม่เคยไปเดินเล่นที่ทะเลสาบตะวันตก (West Lake) ด้วยระยะทางไกลไม่ใช่เล่นจากโรงแรม เควเสนอให้เราใช้ล้อเป็นตัวช่วยในการเดินทาง แค่ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เบื้องหน้าของเราคือกระจกน้ำบานใหญ่ที่สะท้อนผืนฟ้าสีทองเปื้อนเมฆขาวยามเย็น จักรยานเป็ดลอยลำเป็นแพรอคนโรแมนติกจับถีบเล่นกับคนรักยามโพล้เพล้ แต่ไม่ยักเห็นใครทำอย่างว่า (หรือว่าแถวนี้ไม่มีคนโรแมนติก) รอบๆ ทะเลสาบหนุ่มสาวนั่งจับคู่กระหนุงกระหนิงราวกับจะบอกคนรอบข้างด้วยกันว่า โลกนี้มีแค่เราสองคนใครไม่เกี่ยวอย่ามายุ่งนะเว้ย ไม่ใช่อยากมีเรื่องหรือเข้าไปเป็นก้างขวางคอหรอกแต่อดไม่ได้ต้องขอเอี่ยวด้วยคนครับ ขอแค่เก็บภาพทิวทัศน์ที่มีคนคู่น่ารักๆ เติมเต็มบรรยากาศแค่นั้นเอง

 

 

 สุขสั้น ผูกพันยาว

               

ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา สุภาษิตฝรั่งเขาว่ากันแบบนั้น ผมว่าตามเขาอีกที

คนเราเมื่อไกลบ้านต่อให้ ใจแข็งแค่ไหน ไม่วายต้องมีอารมณ์คิดถึง สิบวันในเวียดนามผ่านไปเร็วเหมือนแค่วันสองวัน แต่มันก็มากพอที่ทำให้โหยหารสชาติอาหารไทยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อกลับไปถึงเมืองไทย อย่างแรกที่ผมต้องทำคือการตรวจสอบปุ่มรับรสบนลิ้นว่ายังทำงานดีอยู่ไหม

เช้าสุดท้ายในเวียดนาม เราทั้งห้ายังอยู่ในฮานอย เวลาของการเดินทางในประเทศนี้เริ่มต้น  ดำเนิน และสิ้นสุดที่นี่  อากาศยังขมุกขมัวต่อเนื่องมาจากเมื่อคืน  ตาของผมมองผ่านกรอบหน้าต่างของห้องนอนลงไปด้านล่าง ภาพชีวิตผู้คนยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเช้าแรกในฮานอย ชีวิตที่เรียบง่าย ดูไม่เร่งรีบ ยังคงชินตา เสียงแตรรถยังแผดร้องให้ระคายหูเหมือนเดิม

 จากวันแรกจนถึงวันนี้ทุกอย่างโดยรวมยังเหมือนเดิม  เว้นแต่ความรู้สึกของผม ความตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจกับภาพที่ไม่เคยคุ้นเคยในช่วงเริ่มต้นการเดินทาง  จากนั้นความรู้สึกเหล่านี้เริ่มละลาย เจือจางและเหือดหายไปจากใจในที่สุด จนวันนั้นความรู้สึกไม่อยากจากลาเริ่มเข้ามาแทนที่  แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ในเมื่อคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเจ้าของของทุกอย่าง ชีวิตต้องดำเนินต่อไปข้างหน้า ก้าวทุกก้าวของทุกการเดินทางต้องผ่านการทำความรู้จัก ความผูกพัน และการจากลา แน่นอนทุกความรู้สึกที่ผ่านเข้ามา หลายๆ ครั้งเราต้องเสียน้ำตา หรือแลกด้วยเสียงหัวเราะ  นั่นคือประสบการณ์ชีวิตที่คุ้มค่าสำหรับผม

การทำความรู้จักกับประเทศแค่เศษเสี้ยวของเสี้ยวแผ่นดินและผู้คนเพียงแค่ไม่กี่คนในจำนวนประมาณแปดสิบห้าล้านคนของแผ่นดินนี้ ตลอดสิบวันที่ผ่านมา อย่างหนึ่งผมได้ค้นพบว่า หากคนเราได้ทำความรู้จักกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด แม้แค่เวลาไม่มากมาย แต่หากเรามีใจให้ ความรู้สึกสนิทสนม การอยากทำความรู้จัก จะยิ่งดึงให้เราอยากใกล้ชิดเข้าใกล้และยิ่งไม่อยากผละจากในวันที่ต้องลา

ช่วงเช้ากำลังคืบคลานอย่างเชื่องช้าเข้าสู่ช่วงสาย ทุกอย่างดูเงียบเหงากว่าวันก่อนๆ เรารวบรวมกระเป๋าที่จัดไว้แล้วตั้งแต่เมื่อคืนไว้ด้วยกัน  ตกลงกันว่าเวลาที่เหลือไม่กี่ชั่วโมง สาวๆ คงทิ้งท้ายด้วยการซื้อของหลังอาหารเช้ามื้อสุดท้ายในเวียดนาม  เป็นโอกาสดีสำหรับผมด้วยที่จะได้เก็บเกี่ยวภาพชีวิตของคนที่นี่อีกเช้า

ฝีเท้าของทุกคนก้าวสม่ำเสมอไปด้วยกัน ย่างก้าวของผมเริ่มเชื่องช้ากว่าคนอื่น ไม่ใช่เพราะผมเหนื่อยหรือเดินไม่ทันคนอื่นเขา แต่มือของผมต่างหากที่ทำให้เท้าชะงักก้าว ภาพผู้หญิงปั่นจักรยานบรรทุกตะกร้าดอกไม้หลากสี ภาพหญิงสาวกลางฝูงชนกับลูกโป่งหลากสีที่ล่องลอยอยู่เหนือศีรษะ  และภาพอีกหลายภาพที่นอนนิ่งอยู่ในการ์ดของกล้องถ่ายรูปดิจิตอลตัวเก่งของผม เทคโนโลยีช่วยให้เรามีเครื่องมือแก้โรคคิดถึง

ขากลับสาวๆ ในกลุ่มมาพร้อมกับถุงสารพัดถุงในมือ  แต่ผมยังมีสองมือกับกล้องเท่าเดิม ผมไม่กล้าปริปากถามใครๆ ว่าเหมือนผมไหม ตอนนี้สมองผมคงมีรอยหยักมากขึ้น รอยหยักที่ยัดแน่นความทรงจำในเวียดนาม

คำลาถูกนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อกับเพื่อนพนักงานในโรงแรม แม้ทุกคนที่นี่จะไม่เสแสร้งยกยอปอปั้นให้เราเป็นพระเจ้าแค่ต่อหน้าอย่างที่อื่น  แต่ผมดีใจกับความเป็นเพื่อนที่ได้มาโดยไม่ได้แต่งเติม

แท็กซี่พาเรากลับทางเดิม สนามบินและสายการบินเดิมรอเราอยู่  เรามาและกลับทางเดิม แต่ความรู้สึกของผมเปลี่ยนไป วันแรกที่ย่างผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเข้ามา สิ่งใหม่มากมายรอผมอยู่ วันนี้หลังจากผ่านด่านออกไป สิ่งเก่าที่คุ้นเคยรอผมอยู่

ความคิดถึงความผูกพันต่างหากที่ดึงคนเรากลับมาจากการเดินทาง ในขณะที่วันหนึ่งความผูกพันของการเดินทางจะดึงเรากลับไปอีกครั้งและอีกครั้ง อย่างไม่รู้จบ

หากคุณไม่เชื่อผม ลองออกเดินทางสักครั้งซิครับ แล้วคุณจะรู้