2008/Jul/08

      เครื่องบินของสายการบินโลโก้แดงจากประเทศไทยลงแตะรันเวย์ของสนามบินฮานอยในตอนบ่าย หากคิดจริงจังตามแบบอย่างชาติที่พูดภาษาอังกฤษ สายเกินไปที่จะเอ่ยคำว่า Good Morning เวียดนามตามอย่างหนังดังเมื่อหลายปีก่อน แต่คงไม่แปลกที่ผมจะแอบเอ่ยเบาๆ แค่พอตัวเองได้ยินว่า Good Afternoon เวียดนาม
 
     สองชั่วโมงกับการอยู่กับที่ พลอยทำให้ร่างกายเมื่อยหล้านิดหน่อย ท้องกำลังเรียกร้องอะไรบางอย่างเพื่อการอยู่รอดของร่างกายส่วนอื่นๆ หากกองทัพต้องเดินด้วยท้อง ต่อจากนี้ไปจนถึงฮานอยเราคงต้องใช้อย่างอื่นเดินแทนไปก่อน
 
      ผมและเพื่อนเคลื่อนตัวออกจากที่นั่งพร้อมๆ กับผู้โดยสารกลุ่มอื่นๆ จากห้องโดยสาร เดินลงบันได ก้าวที่สัมผัสพื้นผิวสนามบินเป็นก้าวแรกบนแผ่นดินเวียดนาม ผมหมุนคว้างรอบๆ ตัว ที่นี่ไม่เหมือนกรุงเทพเลยสักนิด ทั้งๆ ที่มีฐานะเป็นเมืองหลวงของประเทศเหมือนกัน
 
     มองไปทางไหน สายตาหนีไม่พ้นสีเขียวของพืชพันธุ์ ท้องนากลายเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศนี้ มิน่าเวียดนามจึงกลายเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก คันนาหลายๆ คันแบ่งผืนนาออกเป็นแปลงสี่เหลี่ยมหลายขนาดตัดกันจนกลายเป็นสี่เหลี่ยมเล็กบ้างใหญ่บ้าง มีสีเขียวของต้นข้าวเป็นสีหลักไล่น้ำหนักแต่งแต้มแผ่นดินอย่างวิจิตร โดยมีชาวนาเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์งาน กวาดสายตาไปทางไหน ยิ่งทำให้ผมรู้สึกสบายตา
    
     จากการคาดคะเนด้วยสายตาของผม อาคารของสนามบินที่นี่มีขนาดเล็กกว่าสุวรรณภูมิหลายเท่า สิ่งแรกที่ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าขนาดของตัวอาคารจะมีผลแปรผันต่อปริมาณการคอรัปชั่นหรือไม่ แค่คิดเล่นๆ นะครับ คงไม่มีใครมานั่งแก้สมการให้ผมหรอก
 
     ทุกคนเคลื่อนกระจายตัวเข้ามาในอาคารอย่างไม่เป็นระเบียบมากนัก แค่ระยะไม่กี่ก้าว เราต้องเดินผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองตรงหน้า ทำให้กลุ่มคนต้องแปรขบวนเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง แผ่นกระจกบังหน้าของเจ้าหน้าที่มีข้อความสองสามประโยคแปะติด ใจความว่าให้ถอดแว่น หรือสิ่งปกปิดหน้าตา แล้วยืนให้ตรงกับตำแหน่งของกล้องวงจรปิดตลอดการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง เป็นพิธีการง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก แต่ทำไมเจ้าหน้าที่ต้องทำหน้ายุ่งตลอดไม่รู้ ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ผู้โดยสารไม่พลุ่กพล่านมากนัก เราจึงผ่านออกไปได้เร็วขึ้น
 
     ณ จุดนัดพบภายในอาคารผู้โดยสาร เพื่อนชาวเวียดนามของอาร์ยูยืนตาหยียิ้มรออยู่ก่อนแล้ว เราเคยได้ยินอาร์ยูเอ่ยถึง เคว อยู่บ่อยๆ ก่อนหน้านี้ หลังจากการทักทายกันและกัน สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการเปลี่ยนสกุลเงินเพื่อความอยู่รอดในเวียดนาม ร้อยดอลล่าร์แรกกลายสภาพเป็นด่องเวียดนามเรียบร้อยแล้วที่เคาเตอร์ของธนาคารซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว เควพาเราเดินออกจากตัวอาคารเรื่อยๆ ผ่านด้านหน้าอาคาร เลยบริเวณบริการรถแท็กซี่ แล้วมาหยุดตรงที่มีกลุ่มของชาวเวียดนามประมาณสิบกว่าคน ส่วนมากจะเป็นวัยรุ่น และผู้โดยสารจากเครื่องบินบางส่วน ไม่เกินสิบนาที ผมเลยรู้คำตอบว่า เราจะนั่งรถเมล์ไปฮานอย
 
     ผู้คนที่นี่ หน้าตายิ้มแย้ม ไม่ต่างจากคนไทยมากนัก จะใช่ความจริงหรือหน้ากาก สิบวันต่อจากนี้คงนานมากพอที่ผมจะหาคำตอบ ไม่ว่าจะจริงจะปลอม ณ ตอนนี้ แค่รอยยิ้มของเจ้าของบ้าน ก้าวต่อไปบนแผ่นดินนี้คงมั่นใจขึ้นอีกโข

edit @ 8 Jul 2008 00:44:43 by นายมาแล็ง

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ถ้าก้าวแรกดี ก้าวต่อไปก็ไม่น่ามีปัญหานะครับ

รออ่านตอนต่อครับ
big smile
#1  by  supameeh At 2008-07-08 01:08, 

<< Home