2008/Jul/09

        รถเมล์เวียดนามพาเรากระเด้งกระดอนไปตามถนนที่มีผิวไม่เรียบนัก ผู้โดยสารส่วนมากเป็นวัยรุ่น สองข้างทางยังคงเป็นท้องนาเขียวกว้าง  นานๆ ครั้งถึงจะผ่านชุมชน ป้ายร้านค้า ถนนหนทาง เท่าที่ผมสังเกตเห็น ยังคงเป็นภาษาเวียดนาม ส่วนน้อยที่มีภาษาอังกฤษประกอบอยู่        

  ด้วยเวลาประมาณ 40 นาที รถเมล์สุดสายที่ฮานอย เราลงป้ายสุดท้าย พอโผล่หน้าพ้นประตูรถลงไป ภาพคนขับมอเตอร์ไซค์ที่อัดแน่นเหมือนปลากระป๋องเรียกหาผู้โดยสาร  ทำให้เราต้องชะงักก้าวนิดหน่อย ก่อนที่จะขยับเท้าลงไปในกระป๋อง ดีที่มีเควเพื่อนชาวเวียดนามมากับเราด้วย ไม่งั้นกว่าจะแทรกตัวผ่านออกไปได้ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะผ่านมือมอเตอร์ไซค์ไปได้ยังไง ดีไม่ดีอาจจะกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจากน้ำมือพี่ๆ คนขับมอเตอร์ไซค์

  ที่หนักกว่านั้นภาพบนท้องถนนตรงหน้าของฮานอยยิ่งทำให้ผมตื่นเต้นมากขึ้นอีก กองทัพมอเตอร์ไซค์ที่เคลื่อนตัวตามใจใครตามใจมัน สัดส่วนการใช้เนื้อที่ของผิวจราจรที่นี่ มอเตอร์ไซค์มาด้วยปริมาณที่มากที่สุด รถยนต์แค่บางตาแทรกคันให้เห็นอยู่บ้าง

  การข้ามถนนที่นี่คือการผจญภัยด่านแรกของเรา ก้าวแรกที่แหย่ลงไปบนผิวแข็งๆ ของถนน ผมรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังบีบร่างให้หดตัว ลดเล็กลงๆ ภาพรถทุกคันรอบตัวมาด้วยความเร็วตรงดิ่งเข้าหา พร้อมกับเสียงแตรแผดลั่นจนแสบแก้วหู เสียวหน้า เสียวข้าง ไหนจะเสียวหลัง  ตาต้องแกว่งอยู่ในเบ้าให้เร็วกว่าเดิมเป็นสองเท่า มองหน้า มองหลัง มองข้าง แค่ไม่กี่ก้าว ไม่กี่นาทีด้วยซ้ำ  แต่เวลาที่ผ่านไปบนท้องถนนยาวนานหลายนาทีหรือเป็นชั่วโมงในความรู้สึก เมื่อผ่านพ้นมาได้ หันหลังกลับไปดูอีกที จากเรื่องเสียวไส้กลายเป็นเรื่องสนุกที่อดฉีกริมฝีปากยิ้มไม่ได้  ความรู้สึกแรกบนท้องถนนฮานอยคงต้องติดตา ติดใจผมไปอีกนานแสนนาน

  แท็กซี่คันโตสามารถบรรจุผู้โดยสารได้หกคนกับกระเป๋าปริมาณพอๆ กับจำนวนคน พาเราแทรกตัวเป็นส่วนหนึ่งของถนนที่แสนหวาดเสียว ไปทางไหน ผมไม่มีทางจำได้ ความรู้สึกตื่นเต้น ตื่นตา ทำงานเหนือกว่าความทรงจำ ภาพยานพาหนะ เมื่อมองจากกระจกหน้าต่างรถ การจราจรยังคงวุ่นวาย คันนี้ปาดซ้าย คันนั้นปาดขวา อีกคันตัดหน้า ดูเหมือนไม่มีกฎเกณฑ์มาเป็นมาตรฐาน  ผมอดคิดไม่ได้ว่า ทุกคนที่นี่คงใช้แค่กฎความเคยชิน วันแต่ละวันเลยผ่านไปได้ด้วยดี แล้วกฎความเคยชินของคนที่นี่อยู่เหนือกฎหมายได้อย่างไร

   โรงแรมของเราตั้งอยู่ในย่านเก่า  (Old Quarter) บริเวณใจกลางกรุงฮานอย ด้วยตึกห้าชั้นกับห้องพักอีกสิบห้อง ลิฟต์ที่มีแค่ชั้นสามดูแล้วไม่พลุกพล่าน อบอุ่น เล็กๆ สบายๆ ไม่เลวนักสำหรับนักเดินทางกระเป๋าหนักแต่ตังค์น้อย แถวนี้เหมาะสำหรับการเดินชม ชีวิต ตึกรามบ้านช่อง วันนี้เรามีเวลาแค่ครึ่งค่อนวัน ก่อนโดยสารรถไฟตอนค่ำขึ้นเหนือเวียดนาม คงเป็นแค่ทำความรู้จักกันและกัน ระหว่างผมกับฮานอย รออีกสามวัน ผมจะกลับมาสร้างความสัมพันธ์กันต่อ

  ความที่ยังตัดใจจากข้าวไม่ได้ เราใช้เวลาพอสมควรในการเดินเล่น ดูโน่น ดูนี่ ไปตามท้องถนน  ด้วยความหวังจะพบเจออาหารเวียดนามที่มีข้าวเป็นจานหลัก จากตอนแรกที่ท้องเริ่มหิวตอนถึงสนามบิน ตอนนี้ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าความหิวหายไปไหน เท้าที่สับๆ สลับข้างช้าบ้างเร็วบ้าง ประสาทตาทำงานหนักกว่าปกติ ทุกอย่างที่เห็นชวนให้น่ายกกล้องกดชัตเตอร์ไปหมด หรือเป็นครั้งแรกที่ผมออกมาไกลบ้านที่สุด

  สุดท้ายเรามาหยุดหน้าร้านแห่งหนึ่ง เท่าที่ด้อมๆ มองๆ ดู ลักษณะคล้ายกับร้านข้าวต้มบ้านเรา หน้าร้านมีตู้กระจกโชว์ ข้างในมีพวกกับข้าวใส่จานหรือถาดตั้งให้เห็นได้ชัดเจน ข้างๆ คล้ายๆ จะเป็นหม้อข้าว ใช่แล้วครับ เรามาถูกที่ ทุกคนก้าวเท้าเข้าไปหย่อนก้นบนเก้าอี้ส่วนหน้าของร้าน คนในร้านเอาเมนูภาษาอังกฤษมาให้เราเลือกสั่งอาหาร  มีเมนูภาษาอังกฤษแต่คนไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ อาหารมื้อนี้เราเลยสั่งด้วยภาษามือ อย่างหนึ่งที่ผมประทับใจคือการพยายามเข้าใจพวกเรา เหนื่อยมือหน่อยแต่ก็สนุกดี ภาษาคือกำแพงอย่างหนึ่งของมิตรภาพ แต่การทลายกำแพงนี้ช่างง่ายแสนง่ายถ้าทั้งสองฝ่ายมีใจให้กัน

  อาหารจานแรกมื้อแรกของผมในฮานอย คือ ข้าวเปล่ากับซี่โครงหมูย่างทาด้วยซอสอะไรสักอย่างคล้ายๆ ซอสบาร์บีคิว  มีหน่อไม้เป็นผักแกล้ม คำแรกที่ผ่านเข้าปาก ลิ้นบอกว่ารสชาติไม่เลว ฟันต้องทำงานหนักที่สุดในการแทะและเคี้ยวซี่โครงหมู  ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวิธีการปรุงหรืออายุของหมูที่ทำให้ความเหนียวเป็นอุปสรรคในการกินของเรา ในที่สุดความหิวนำเราผ่าฟันความยากลำบากไปได้สำเร็จ  อิ่มท้องด้วยข้าวอย่างที่คุ้นเคย มีแรงเดินต่อเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ระยะทางอีกกี่กิโลคงไม่ใช่สิ่งกีดขวางอีกต่อไป

  หลังอาหารเที่ยง เราใช้เวลาทั้งหมด อยู่รอบๆ ทะเลสาบ แดดบ่าย สายลม และแรงพลิ้วของน้ำนิ่ง ทุกอย่างคือความสวยงามยากบรรยาย มองข้ามถนนใหญ่ไป ทั้งสองข้างถนนมีร้านขายกระเป๋า รองเท้า ของที่ระลึกเรียงราย ผู้คนเดินผ่านไปมานับไม่ถ้วน  

  กระเป๋าเป้ของทุกๆ ร้านมียี่ห้อดังเหมือนกันหมด ผมไม่อยากนึกภาพหากเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริงเดินผ่านมาแถวนี้จะรู้สึกหน้ามืดเป็นลมไหม  เพราะไม่ว่าจะกวาดตาไปทางไหน โลโก้นี้ต้องเป็นจุดๆ จุดหนึ่งในระยะการมองเห็น หรือว่าเป็นการตลาดแนวไหมของเจ้าของ อนุญาตให้ใครก็ได้เอาโลโก้แปะได้ตามใจ ทุกที่ที่ต้องการ เพื่อเป็นการตอกย้ำแบรนด์ให้ติดหัวติดตาของใครก็ได้ที่ผ่านไปผ่านมา

  ปัญหาการลอกเลียนแบบมีทุกที่จริงๆ ช่วยไม่ได้นี่ครับในเมื่อใครๆ ก็อยากดัง อยากใช้ อยากมีของดีๆ  แต่อีกด้านคงน่าเห็นใจสำหรับนักคิด นักออกแบบ คิดกันแทบตาย สุดท้ายใครก็ไม่รู้ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีลอกแบบเรียบร้อย แล้วเอามาขายโครมๆ แต่แปลกผมไม่ค่อยเห็นใครชอบเลียนแบบการทำความดีสักเท่าไหร่เลย หรือว่าความดีไม่มีราคาเพียงพอ

  ผมใช้เวลากับเพื่อนเดินเตร็ดเตร่รอบทะเลสาบเรื่อยๆ เท้าและมือทำงานหนักกว่าอวัยวะอื่นเพราะการเดินกับการถ่ายรูป กิจกรรมประจำวันของชาวเวียดนามในเมืองหลวง ผ่านตา ผ่านหู เรื่องบางเรื่อง ภาพบางภาพยังคงค้างคาอยู่ในหัว  ช่วงบ่ายผ่านไปอย่างไม่กระโตกกระตาก เงียบๆ แต่เร็วในความรู้สึก เรากลับไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เควเสนอให้จัดการสัมภาระ แยกเฉพาะของจำเป็นสำหรับการค้างแรมสามวันสองคืนในซาปา ส่วนที่เหลือทิ้งไว้ที่นี่ การเดินทางขึ้นรถลงรถจะได้คล่องตัวขึ้น 

  ฮานอยเป็นแค่ทางผ่านสำหรับผมในวันนี้  แต่เป็นการผ่านที่ยาวนานเพียงพอให้ได้เรียนรู้ ชื่นชมกับความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย  หลายอย่างแตกต่างจากบ้านเมืองที่เราคุ้นเคย ให้ความรู้สึกเหมือนพาตัวเองกลับย้อนไปหลายปีจากปัจจุบัน  แปลกและคุ้นเคยในความรู้สึกเดียวกัน


edit @ 9 Jul 2008 22:59:15 by นายมาแล็ง

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

<< Home