ผมรู้สึกตัวอีกทีตอนเช้าตรู่ประมาณหกโมงเช้า อากาศหนาว หมอกจัด

ฮาร์เตรียมอาหารเช้าไว้ให้เรียบร้อย มีชา กาแฟ แล้วขนมนิดหน่อย ความเหนื่อยล้าหายไปพอสมควร เรื่องที่ผมต้องตัดสินใจเมื่อวาน เช้านี้ผมได้คำตอบแล้วอย่างไม่ลังเล

  ผมเลือกไปต่อ ด้วยเหตุผลแค่ว่า อยากชนะใจตัวเอง ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเจออะไรอีก เหนื่อย หนาว อีกมากน้อยแค่ไหน

  ทุกอย่างพร้อมประมาณสักเจ็ดโมงกว่าๆ ฮาร์บอกว่าเราใช้เวลาแค่ประมาณสามชั่วโมงคงถึงยอดฟานซีปันเราเริ่มออกเดิน ทางชันกว่าเมื่อวาน ดินเละๆ บางช่วงบางตอนทำให้การก้าวเท้าแต่ละย่างลำบากตามไปด้วย  เช้านี้ผมรู้สึกว่าเดินช้ากว่าเมื่อวาน เวลาก็ดูเหมือนจะช้าลง  ยิ่งเดินใกล้ยอดเข้าไปเท่าไหร่ อากาศเริ่มเย็นลง หมอกยิ่งจัด จนผมสัมผัสได้ถึงละอองน้ำที่ลอยอยู่รอบตัว ความเย็นยิ่งรุกรานประสาทสัมผัสมากขึ้น ความเย็นเสริมด้วยความเหนื่อยยิ่งทำให้ร่างกายยิ่งอ่อนแรงเป็นทวีคูณ แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า แต่ตอนนี้ใจผมยังแน่วแน่

  หลายครั้งที่จุดหมายไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่าสิ่งที่พบเห็นระหว่างทาง แต่ถ้าเราได้ทั้งรายละเอียดการเดินทางกลับมาควบคู่กับจุดหมาย นั่นแหละคือการเดินทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับผม

  ครั้งนี้ผมเลยพยายามจะไปให้ถึงจุดหมายให้ได้  แม้จะต้องแลกกับอะไรก็ตาม

  เราเดินต่อไปไม่หยุด  หมอกยิ่งหนา  ยิ่งนานๆ เข้าหมอกเหมือนจะกลายเป็นเมฆฝน รอบข้างเรามองอะไรไม่เห็นเลยสักนิด นอกจากสีขาวของหมอกหนา

  ลมเริ่มแรง ผมกระชับเจ็คเก็ตให้แนบกายมากขึ้น อย่างน้อยเผื่อช่วยไล่ความหนาวได้บ้าง  เสื้อฝนพลาสติกถูกดึงออกมาใช้ ผมไม่ได้กลัวสายฝนที่โปรยปรายลงมาหรอกนะ แต่ผมหวั่นความเย็นที่มากับสายฝนต่างหาก

  ประมาณสามชั่วโมงจากที่พัก นานกว่าที่ฮาร์ประเมินไว้เกือบสองชั่วโมง ในที่สุดผมมายืนอยู่ตรงจุดสูงสุดของยอดเขาฟานซีปัน มีธงเวียดนามปักอยู่ที่นั่น และข้อความแกะสลักหินอ่อนบอกความสูงของยอดเขา เหมือนหนึ่งว่าที่นี่คือหลังคาของอินโดจีน 

  ความภูมิใจในความมาถึง ทำให้ผมลืมความเย็น ความเหนื่อยล้า ไปหลายนาที กล้องกับขาตั้งโดนใช้งานบันทึกภาพพวกเราทั้งห้า ได้แค่นั้นจริงๆ เพราะทิวทัศน์รอบข้างถูกสายหมอกหนากลืนกลินไปหมดสิ้น

  สมหวังกับหนึ่งอย่าง แต่ผิดหวังกับอีกอย่าง ยังดีกว่าผิดหวังทั้งสองอย่าง

  เราอยู่จุดนั้นไม่นานนัก อากาศไม่เข้าข้างผมแม้แต่นิดเดียว ผมเริ่มมีความรู้สึกไม่อยากจะลงไปจากที่นี่ ไม่ใช่เพราะเหตุผลใดนอกจากระยะทางที่ต้องเดินกลับไปยังจุดเริ่มต้น

  ยิ่งนึกถึงสิ่งที่ผ่านมาตั้งแต่เมื่อวาน ยิ่งรู้สึกว่ามันช่างไกลเหลือเกิน

  ขาลง เราเดินเรื่อยๆ หยุดพักทานเที่ยงกันระหว่างทางท่ามกลางสายฝน อาหารมื้อเที่ยงทุกอย่างเหมือนเที่ยงวันแรก ผมต้องเดินผ่านทางเดิมที่ผ่านมาแล้ว แต่ความรู้สึกเปลี่ยนไปบ้าง เหนื่อยมากขึ้น  ท้อนิดหน่อย แต่ต้องสู้

  ฝีเท้าของผมก้าวไม่เร็วอย่างคนอื่นๆ เขา ยิ่งเดินเหมือนยิ่งช้า ทั้งๆ ที่รู้ว่าใจไม่เหนื่อย แต่ขาก้าวไม่ออก ใจยังไปต่อได้ แต่ร่างกายไม่ไหว มันล้าอย่างที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน ร่างกายที่เคลื่อนไปข้างหน้าตอนนี้กลายเป็นเหมือนอะไรทื่อๆ ที่เคลื่อนไหวได้ ไม่ใช่แค่ผมที่มีอาการแบบนี้ ทุกคนเหมือนกันหมด ยกเว้นฮาร์คนเดียว ยังเดินได้ฉับๆ แถมยังคว้าขาตั้งกล้องไปแบกไว้บนบ่าตัวเองอีกต่างหาก

            วันทั้งวันที่เราต้องเดิน ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า จนตอนนี้ร่างเหมือนไร้วิญญาณของผมและเพื่อนร่วมทางอีกสี่คน กำลังจะถึงเส้นชัย

  ชีวิตก็เป็นแบบนี้ ต่อให้เราไปไกลแค่ไหน ผ่านความยากลำบากมากมายเท่าไหร่ เส้นชัยก็คือจุดเริ่มต้นสำหรับผมเสมอ เริ่มต้นจากไม่มีอะไร สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเหมือนกัน

  ผมกล่าวลาฮาร์อย่างสุขใจที่สุด ถ้าไม่มีเขาความฝันที่จะพิชิตของผมคงจะยากเหมือนกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมาด้วย ผมไม่เสียใจเลยที่จ่ายแพงกว่าคนอื่น เพราะทุกอย่างที่ผมได้รับมาทั้งหมดมันมีคุณค่าทางใจ ยากที่จะหาตัวเลขจำนวนไหนมากะเกณฑ์

  ผมกลับถึงโรงแรมประมาณห้าโมงกว่า เกินกว่าเวลาที่นัดเพือนไว้เกือบครึ่งชั่วโมง ใจเสียนิดหน่อยเมื่อรู้ว่าเพื่อนล่วงหน้าไปก่อนแล้ว โชคดีที่ยังมีรถตู้เที่ยวสุดท้ายไปสถานีรถไฟ

  ผมยังมีเวลาพอสำหรับการอาบน้ำ ชำระร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้า ถ้าไม่ได้พนักงานโรงแรมใจดีผมคงสกปรกไปจนถึงรถไฟแน่   

  ผมมายืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าสถานีรถไฟ มองแผนที่เล็กๆ หลังนามบัตร ถามใครก็ยาก  อาศัยเดาตามทิศที่แผนที่บอกไว้ หิวก็หิว เหนื่อยก็เหนื่อย

  ระหว่างที่ก้มๆ เงยๆ ผมได้ยินใครเรียกชื่อผมอยู่ไกลๆ เหมือนสวรรค์มาโปรดที่อินดี้มาเห็นผมก่อน ทุกคนอดหัวเราะขำกับสภาพของผมที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ ตอนนั้นคงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าอาหารที่อยู่ตรงหน้าอีกต่อไป

  ทุกอย่างผ่านไปอย่างเร็วเหมือนแค่ฝัน แต่สิ่งที่ยืนยันความจริงได้คือ ร่องรอยความเหนื่อยล้าที่ยังติดแน่นอยู่ในทุกอณูเนื้อของผม

  ชีวิตกลางคืนในรถไฟไม่เหมือนขามา รถไฟผ่านทางเดิม แต่ความรู้สึกผมเปลี่ยน เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง   

 

edit @ 27 Nov 2008 19:52:22 by นายมาแล็ง

edit @ 1 Dec 2008 23:33:40 by นายมาแล็ง

Comment

Comment:

Tweet