สอง มีนา ห้าสี่

ยังไม่ทันที่ผมจะหย่อนสะโพกนั่งให้เต็มแก้มก้น
“พูดเขมรหรือพูดไทย”
คำ ถามแรกของเพื่อนร่วมทางรุ่นปู่เริ่มแสดงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างเรา คำพูดทื่อๆ ที่ทำให้ผมจุก พูดอะไรไม่ออก อยากจะหันไปมองหน้าหาเรื่อง แต่คิดอีกทีผมผิดเองมากกว่า ที่ใส่เสื้อยืดนครวัด แถมหน้าตาเข้าข่าย

ห้า โมงครึ่งรถทัวร์ล้อหมุนออกจากบขส. ภูเก็ต เมืองหลวงคือจุดหมาย ทุกครั้งที่เริ่มก้าวขาออกเดินทาง ผมรู้สึกทุกครั้งว่าชีิวิตของเราไม่ได้ต่างอะไรไปจากนกเลี้ยง เชื่องแสนเชื่อง วันๆ ดิ้นรนอยู่แึ้ค่ในกรงของความเคยชิน มีการงาน ภาระชีวิตให้สนใจ  จนไม่มีเวลามองไกลๆ เลยกรอบสี่เหลี่ยมออกไปข้างนอก  

ผม นั่งเงียบๆ มองสองข้างทางผ่านกระจกมัวๆ ผมไม่อยากสานต่อไมตรีใดๆ กับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ตอนนี้ แค่คำพูดประโยคแรก ผมพอที่จะตัดสินอะไรบางอย่างได้บ้าง

“อยู่ภูเก็ตทำงานอะไร” ประโยคที่สองยิงบ้องหูผมจังๆ ทื่อๆ อีกแล้ว
“ทำไกด์ครับ” ผมตอบอย่างขัดไม่ได้
“ยินดีที่รู้จัก เพื่อนร่วมอาชีพ” คำพูดเท่ห์ๆ พร้อมกับมือที่ล้วงกระเป่าตังค์ แล้วโชว์บัตรไกด์ให้ผมดู ผมเริ่มรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย

วันนี้ ผมเห็นพระอาทิตย์ดวงกลมโตค่อยๆ จมผืนน้ำบนสะพานสารสิน เสน่ห์ของการเดินทางเริ่มต้น แม้ว่าไกลออกไปอีกแปดร้อยกว่ากิโล ปลายทางของผมคือความรับผิดชอบล้วนๆ

ระหว่าง ทางผมกับเพื่อนร่วมอาชีพสนทนาโต้ตอบกันมากขึ้น แลกเปลี่ยนเรื่องราว มุมมอง ต่างวัย ต่างเวลา หลายอย่างแตกต่าง หลายอย่างเปลี่ยนและอีกหลายอย่างยังไม่เปลี่ยน

ครั้ง นี้ผมเลือกเดินทางด้วยรถยนต์ด้วยเหตุผลของเงิน เลือกรถของบริษัทขนส่งเพราะอยากเปลี่ยนบ้าง รถจอดทานข้าวที่ร้านอาหารวังกุ้ง สุราษฏร์ธานี ภาพที่ผมเห็นบนโต๊ะอาหารระหว่างคนแปลกหน้า ผมพอสรุปเอาเองได้ว่า ความเอื้อเฟื้อเผื่อ ช่วยเหลือกัน เป็นธรรมชาติของคนไทยจริงๆ และไม่มีทางที่ผมจะเห็นอะไรน่ารักๆ แบบนี้จากการเดินทางด้วยยานพาหนะอย่างอื่น

ท้อง อิ่ม อวัยวะอย่างอื่นต้องการพักบ้าง ผมงีบหลับจนรู้สึกตัวอีกทีตอนถึงมหาชัย มองนาฬิกาแล้วจึงรู้เหมือนว่ารถจะช้ากว่ากำหนดเกือบๆ สองชั่วโมง มารู้ทีหลังจากน้องแอร์รถ ว่ามีอุบัติเหตุ รถบริษัทแรกที่ผมตั้งใจจะมาพลิกคว่ำหลังจากที่แซงหน้ารถคันของเราไปไ่ม่เกิน ห้านาที

รถ ถึงจุดหมายแต่ผมยังไม่ถึง เพื่อนร่วมทางกล่าวลาผม พร้อมกับคำเชิญให้ไปเยี่ยมเยียนที่บ้าน ผมกล่าวรับพร้อมๆ กับสัญญากับตัวเอง วันหนึ่งเราคงได้พบกันอีก

เช้า นี้ผมต้องเบียดเสียดแออัดกับคนกรุงเทพไปถึงราม ถ่ายรูปรับปริญญาให้น้อง เลยไปสวนหลวง ร.9 อาหารเที่ยงของพวกเราคือ ส้มตำ ไก่ย่างเหนียวๆ ปูเสื่อ ใต้ความร่มรื่นของต้นไม้ เย็นๆ หน่อยก็ไปร้าน นั่งกินข้าวกัน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้พูดคุยจริงๆ จังๆ กับเพื่อนของน้องชาย หลายๆ อย่างแสดงให้ผมเห็นถึงมิตรภาพของเพื่อนฝูง แม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นในวงเหล้า แต่ผมเชื่อว่ามันคือความจริง

งานเลี้ยงแค่วงเล็กๆ เรียบง่าย ฉลองความสำเร็จสิ้นตอนตีสอง

 
สาม มีนา ห้าสี่

ผมตื่นเช้า กล่าวลาคนรู้จัก หันหลังเดินทางต่อ แค่ความรับผิดชอบเล็กๆ แต่ทำให้หัวใจของผมพองโต มีแรงไปต่อ
เช้า นี้ผมต้องเอากล้องไปเปลี่ยนยางที่ศูนย์นิคอน แถวสีลม ผมมีเวลาเหลืออีกวันเต็มๆ เลยตัดสินใจซื้อบัตรรถไฟฟ้าแบบ One-Day Pass แค่ 120 บาท แต่มันทำให้ผมได้ใช้เวลาได้เต็มที่ขึ้น  

ร้าน Black Canyon ชั้น 7 ที่มาบุญครอง คือ โรงฆ่าเวลาชั้นยอดของผม กระดาษรองจานกลายเป็นกระดาษบันทึกความรู้สึกและสิ่งที่เห็น  ตรงนี้มันสูงพอที่จะทำให้ผมมองกรุงเทพได้ไกลๆ เมืองที่หลายคนเห็นเป็นสวรรค์กำลังถูกห่อหุ้มด้วยอะไรสักอย่างมัวๆ

ตอนนี้ผมเหงา แต่ก็ไม่น่าเห็นใจเท่าเมืองที่กำลังป่วย

ได้ เวลาผมนั่งรถไฟฟ้้ากลับไปศูนย์นิคอน ธุระผมหมด เลยนั่งรถไฟฟ้าต่อไปยังสถานีสะพานตากสิน จากการคำนวณเวลากับความอยากจะออกนอกเส้นทางปกติ ผมมีเวลาพอที่จะล่องเรือสบายๆ ไปขึ้นที่สะพานพระปิ่นเกล้า แล้วค่อยต่อรถไปยังสายใต้  

เงินค่าเรือ 14 บาท กับเวลา 15 นาทีผมคงค้นพบอะไรบางอย่าง

แสงอาทิตย์อุ่นๆ สีทองอาบลำน้ำเจ้าพระยา พระธาตุวัดอรุณกลายเป็นสีทองอ่อนๆ ยิ่งน่ามองจนไม่อยากละสายสายตา การเดินทางต่างวิธีทำให้เราค้นพบเสน่ห์ของสิ่งรอบตัวบนทางผ่านได้อย่างน่า สนใจ

วิธีการเดินทางที่เสี่ยง และหวาดเสียวที่สุดในกรุงเทพคงหนีไม่พ้น มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผมรู้สึกด้วยตัวเองตอนที่นั่งซ้อนท้ายพี่วินนี่แหละ

สะพานปิ่นเกล้ากับสายใต้ใหม่ห่างกันแค่ 8 ก.ม. ถ้าผมจำไม่ผิด  ชีวิตผมกับความตายคงใกล้กว่านั้น แต่ก็ได้ลอง


edit @ 14 Apr 2011 00:23:37 by นายมาแล็ง

Comment

Comment:

Tweet

ถ้าเป็นผม ผมคงตอบ

"พูดไทย ปนเขมร" เพราะมีโอกาสได้เรียนมาบ้าง


big smile big smile

#1 By อิสระรำพัน on 2011-04-14 00:01