เรื่องราวทั้งหมดเป็นแค่การเดินทางเดี่ยวของผู้ชายคน หนึ่งที่มีเวลาอยู่กับตัวเอง ได้ค้นหา เรียนรู้ และค้นพบบางอย่าง

วันหนึ่งผมเดินเล่นๆ ดูหนังสือไปเรื่อยๆ จนพบกับพอคเก็ตบุคเล่มหนึ่งชื่อ Trips : The secret places เปิดเผยที่เที่ยวใหม่ๆ ในเมืองไทย เปิดดูเรื่อยๆ จนสะดุดกับน้ำตกสวยแห่งหนึ่งซึ่งอยู่แถวคีรีวง ประกอบกับได้หยุดสามวัน ผมตัดสินใจเก็บกระเป๋า สะพายกล้องในสองสามวันต่อมาผมนั่งรถตู้ภูเก็ต-นครศรีธรรมราช เพื่อไปต่อรถสองแถวเข้าหมู่บ้านคีรีวง ด้วยความที่คิดว่าตัวเองรู้มากพอ เลยทำให้ต้องเสียเวลานั่งรถย้อนไปย้อนมา ทั้งๆ ที่ลุงคนขับบอกว่า ถ้าบอกแกตั้งแต่ตอนแรก ไม่ต้องมาขึ้นรถสองแถวถึงในเมืองก็ได้ เพราะรถตู้วิ่งผ่านทางเข้าหมู่บ้านอยู่แล้ว
สุดท้ายลุงใจดีให้ผมติดรถของแกกลับไปยังปากทางเข้าคีรีวง เพราะแกต้องกลับบ้านผ่านทางนั้นอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลานั่งรอรถในเมือง แถมได้ลุงขับรถไล่ตามรถสองแถวให้ด้วย ตอนเย็นผมไปถึงคีรีวงด้วยดี แต่เลยเวลาบริการของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของหมู่ บ้านไปแล้ว ผมเลยโทรหาพี่วิว เจ้าหน้าที่ที่ผมได้สอบถามรายละเอียดมาก่อนหน้านี้ ไม่กี่นาที พี่ฆัง ไกด์ประจำหมู่บ้านมาเจอผม คุยกันเล็กน้อย สุดท้ายพี่แกสรุปให้ผมไปนอนกระท่อมท้ายหมู่บ้านของแก ด้วยเหตุผลที่ไม่อยากให้ผมรอนาน

ผมหวังจะได้นอนโฮมสเตย์แต่ได้นอนกระท่อมไม้ที่ไม่มีส ิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ แม้แต่ไฟฟ้า ไกลออกมาจากหมู่บ้านประมาณสัก 500 เมตร แต่บรรยากาศอาร์ตอย่างไม่รู้จะพูดยังไง ดีที่พี่เขาทิ้งจักรยานไว้ให้ผมได้ปั่นเล่นๆ ในหมู่บ้าน เย็นๆ ผมออกมาในหมู่บ้าน ผมเลี้ยงท้องตัวเองด้วยก๊วยจั๊บอร่อยๆ ขากลับหิ้วเบียร์กลับบ้านกับหมูปิ้ง ปล่อยอารมณ์หน้าระเบียงกระท่อม

คืนนั้นผมได้คำตอบว่า เบียร์สองกระป๋องกับหมูปิ้งเจ็ดไม้ ไม่ได้ทดแทนแก้เหงาแทนเพื่อนได้แต่อย่างใด

เช้าตรู่ผมถือกล้องเดินเล่นไปเรื่อยๆ ทิ้งเจ้าจักรยานนอนนิ่งอยู่ใต้ถุนกระท่อม ได้พบเห็นความสวยงามของขุนเขา สายน้ำ และมิตรภาพของชาวบ้านที่นี่ เสียดายอากาศไม่ค่อยเป็นใจ ยังครึ้มฟ้าครึ้มฝน บางครั้งมีแสงอาทิตย์ลอดผ่านช่องว่างหมู่เมฆลงมาให้เห็นบ้าง

สะพานคีรีวงเอาเวลาไปนานพอสมควร นั่งถ่ายคนขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆ อย่างน้อยผมได้เรียนรู้ชีวิตผ่านสะพานนี่แหละ
 
สายๆ หน่อยก็โทรหาพี่ฆังให้พาไปเที่ยวน้ำตกสอยดาว สิ่งที่ผมต้องการตามหา ผมซ้อนมอเตอร์ครอสพี่ฆังเข้าป่าผ่านสวนผลไม้ของชาวบ้ าน บางช่วงผ่านทางลาดชัน สวยงามตามแบบฉบับของหมู่บ้านกลางป่าจริงๆ ผมโชคดีที่ไม่ต้องเดินมาจากหมู่บ้านซึ่งน่าจะกินระยะ ทางไม่ต่ำกว่า 3 กม. แต่ก็ต้องเดินประมาณ 500 เมตรไปยังตัวน้ำตก ระยะทางไม่ได้ไกลแต่ทางเดินที่ทำมุมไม่ต่ำกว่า 45 องศาตลอดกับพื้นโลกทำให้ผมลิ้นห้อยได้ตรงแค่ไม่เกิน 100 เมตรแรก
 
 
 
เชื่อไหมครับ ว่าน้ำตกที่สูงทิ้งสายน้ำลงมาจากหน้าผาสูงชันทำให้คว ามเหนื่อยหายปลิดทิ้ง ผมต้องปีนขึ้นไปยังผาน้ำตกเพื่อจะได้ถ่ายมุมใกล้ๆ คนเดียว เพราะพี่ฆังเจ็บขาปีนไม่ไหว ก้อนหินลื่นๆ สูงๆ ต้องผ่านฝาเท้าผมหมด ช่วงสุดท้ายต้องโหนเถาวัลย์ขึ้นผา ด้วยที่ที่จำกัด ความแรงของน้ำ ทำให้ผมถ่ายมาได้แค่มุมเดียว จากที่วางมุมต่างๆ ไว้ในจินตนาการเยอะแยะ ความจริงแทนที่ภาพเหล่านี้ให้ด้วยความผิดหวังเต็มควา มรู้สึก ขากลับขาตั้งหลุดมือร่วงหน้าผา โชคดีที่ไม่เสียหายเกินจากสีถลอก ส่วนเท้าเปลือยเปล่าของผมโดนเสี้ยนไม้ตำไปสองสามแผล ข้อเท้าโดนหินบาดอีกนับไม่ถ้วน แต่ก็คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มา แม้ว่าจะน้อยไปกว่าความหวังอยู่มากโข
 
 
ผมใช้เวลาช่วงบ่ายเดินเล่น ถ่ายรูปทั่วๆ ไปในเขตหมู่บ้าน ปั่นจักรยานให้พอน่องโป่ง ได้รู้จักกับใครหลายๆ คน ได้มีเวลาคุยกับป้าจารีตเจ้าของร้านที่ผมฝากท้อง ร้านของป้าอยู่ริมคลองถ้าเดินไปจากสะพาน เป็นร้านสุดท้ายที่ขายข้าว ไม่แพงแล้วอร่อย ที่สำคัญป้าอัธยาศัยดีมากมาย

คืนที่สองไม่มีเบียร์ ไม่มีหมูปิ้ง มีแต่เสียงเทียน สมุด ปากกา และสายฝนที่ร่วงกระทบหลังคาจนผมหลับ

วันรุ่งเช้าผมใช้วิธีเก่าเดินเล่นๆ ในหมู่บ้าน เจออะไรก็ถ่ายไปเรื่อยๆ เจอคนก็คุย วันนี้พิเศษกว่าวันอื่นๆ เพราะมีตลาดนัดในหมู่บ้าน ป้าจารีตบอกผมว่ามีทุกวันศุกร์และจันทร์
 

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot!

#5 By Open in my dream on 2012-07-06 14:10

มาลงชื่ออ่านอีกรอบ ... แต่ยังอยากอ่านลาวกับเวียดนามแบบจบอ่ะ จะได้อ่านมั๊ย เขียนต่อๆๆๆๆๆ แฟนคลับรออยู่ครึ่งประเทศนะเนี่ยยย

#3 By amesan on 2011-11-25 00:45