NightDiary

ผมทำงานอย่างเคย ตอนกลางคืน
 
ขณะที่กำลังตอบคำถามจากจดหมายอีเลคทรอนิคส์ของคนอีกซีกโลก แถบกระพริบส้มๆ รอให้คลิกอ่านบทสนทนาของคู่สนทนาผ่านโปรแกรมพูดคุย เพื่อนที่ผมเพิ่งรู้จัก แต่แค่เวลาไม่นานมานี้ ผมกลับพบความเหมือนหลายอย่างที่ค่อยเผยๆ ออกมาระหว่างผมและเขา ผ่านบทสนทนาบ้าง ผ่านการกระทำบางอย่างร่วมกันบ้าง 
 
คืนนี้เหมือนหลายๆ คืนที่ผ่านมา บทสนทนาที่เกิดจากนิ้วเคาะแป้นหลายๆ ประโยคส่งผ่านไปผ่านมา จากเรื่องทั่วๆ ไปที่เกี่ยวกับการเดินทาง ชีวิต การงาน ผ่านมาถึงเรื่องวันตาย
 
ไม่ใช่ผมเริ่มก่อน แต่มันเริ่ม เริ่มตรงที่ยุให้ผมรีบทำอะไรก็รีบเพราะชีวิตคนเราสั้น ไม่มีทางรู้ว่าจะตายวันไหน และไม่รู้ด้วยว่าเรามีเวลาอีกแค่ไหน
 
ผมนึกแค่อยากสนุก ถามมันว่า จะดีไหมถ้าเรารู้วันตายตัวเอง แล้วผมก็เปรยต่อว่า ดีเสียอีกที่คนเราได้รู้วันตาย รู้ว่าเราอยู่ได้อีกนานแค่ไหน เราจะได้วางแผนได้ว่าจะต้องทำอะไรก่อนหลัง จะไม่ต้องมาเสียดายทีหลังว่า ตายแล้วบางอย่างที่อยากทำยังไม่ได้ทำ
 
แต่คำตอบที่ผมได้รับกลับมา ว่า  ถ้าเรารู้วันตายชีวิตก็แค่นั้น ไม่มีอะไรให้ลุ้น แล้วมันฝอยต่อว่า อยู่แบบนี้แหละ ชีวิต ตื่นเต้นดี มีทั้งทุข์ทั้งสุขเป็นบททดสอบ มันส์ดี ไปคิดไรมาก เดี๋ยวก็ตายแล้ว แถมท้ายอีกว่า มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่คิดฝืนธรรมชาติ
 
แต่ก็จริงอย่างที่มันว่า แต่ยังเห็นต่างอยู่ดี ว่าผมจะสุขแค่ไหนที่ได้ทำทุกอย่างที่ต้องการก่อนตาย แต่ในทางกลับกัน นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะเศร้าแค่ไหนหากต้องพรากจากความสุขที่เพิ่งได้มา 

 

edit @ 30 Aug 2009 06:57:07 by นายมาแล็ง

    มองออกไปข้างนอกมืดมิดเหมือนกับทุกๆ คืนที่ผ่านมา ในห้องทำงานสว่างเหมือนเดิมด้วยแสงไฟฟ้าที่ทำหน้าที่ให้แสงสว่างแทนดวงอาทิตย์

    ความเงียบทำหน้าที่ของมันอย่างทุกคืนที่ผ่านมา มือที่ลากเมาท์ไปมาเรื่อยๆ ในขณะที่นิ้วขี้ทำหน้าที่กดลงบนปลายเมาท์เพื่อจะเข้าสู่โลกที่ซุกซ่อนอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่งที่ซับซ้อนกว่า สิ่งที่เราอยากรู้อยากเห็นปรากฏกายอยู่บนจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ

     นิ้วจิ้มลงบนแป้นพิมพ์ดีด อย่างไม่มีจุดหมาย มือ นิ้ว ตัวอักษร และจอสี่เหลี่ยม ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า หากเปรียบมันก็คงเป็นการเดินทางอย่างหนึ่งของผม แต่ในโลกเสมือนแทนที่จะเป็นโลกความจริง ดูเผินๆ บางคนคิดว่าเหมือนกัน แต่การเดินทางของสองโลกต่างกันอย่างฟ้ากับดินและคงไม่มีวันบรรจบกันที่ไหนสักแห่ง ทั้งๆ ที่เราเห็นพื้นดินจรดฟ้าตรงตำแหน่งสุดสายตาไกลๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

     จริงอยู่ เราสามารถหาอะไรๆ ที่ต้องการได้จากสิ่งตรงหน้า เรื่องที่อยากรู้ เพลงที่อยากฟัง จุดหมายของการเดินทางและอีกหลายๆ อย่าง ที่บางคนแอบคิดเลยเถิดไปว่าสิ่งเหล่านี้ตอบสนองทุกๆ ความอยากได้

     ผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลยสักนิด ตรงกันข้าม ยิ่งผมหลุดเข้าไปในโลกเหล่านี้ ผมยิ่งรู้สึกเหงาประหลาด มันไม่ใช่การเดินทางในชีวิตจริง มันแค่การเดินทางเสมือน สิ่งตรงหน้ามันแค่สองมิติ ไม่มีตื้น ลึก หนาบาง  ที่สำคัญมันไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับผม ผมอาจจะมีความรู้สึกกับมัน แต่ก็แค่ข้างเดียว

     ในความสะดวกสบายแค่เอี้ยวตัวยิ่งทำให้จิตใจคนเราดิบขึ้น ความรู้สึกบางอย่างหายไปพร้อมสิ่งเสมือนเหล่านี้ คนเรารักสิ่งสำเร็จรูปมากขึ้น ผมอดคิดไม่ได้ว่าชีวิตคนเรายิ่งนับวันเริ่มเข้าใกล้กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้าไปทุกทีๆ มีแค่รสชาติกับความง่าย แต่เนื้อแท้ไม่ได้มีแก่นสารอะไรเลย

     บางคนชอบสิ่งเหล่านี้ ฉาบฉวย ง่ายดาย ไม่ต้องลงแรง แต่ผมไม่ใช่แบบนั้น อาจจะสวนทางกับคนทั่วไป ตรงที่อยากลงทุนลงแรงกับสิ่งที่อยากได้ เหนื่อยหน่อยแต่ก็ได้คุณค่าทางจิตใจ คงเหมือนกับการเดินทางที่ผมหลงไหลหัวปักหัวปำ หลายคนอยากประหยัดเวลา ย่นระยะทาง อยากสะดวกสบายแต่ได้เห็นทุกอย่างที่อยาก แต่ไม่ได้เฉลียวใจว่าต้องสูญเสียรายละเอียดและรสชาติไปมากมายเท่าไหร่

    วิธีของผมอาจจะไม่ง่ายสำหรับทุกคน แต่ก็ไม่ได้ยากสำหรับคนที่คิดอย่างผม เชื่อไหมว่า ยิ่งเราคิดไม่เหมือนคนอื่นมากมายเท่าไหร่ ความเหงายิ่งกลายมาเป็นเพื่อนเรามากมายเท่านั้น เหงาหน่อยเพื่อลิ้มลองรสชาติ ดีกว่าวุ่นวายสับสนแต่จืดชืดจนขาดสีสัน

edit @ 23 Mar 2009 03:12:14 by นายมาแล็ง

edit @ 25 Apr 2009 06:52:30 by นายมาแล็ง

ตอนนี้ เกือบตีสี่ ...............

ร่างกายที่มีเลือดเนื้อของผมถูกเป่าด้วยลมเย็นๆ จากเครื่องประดิษฐ์อากาศ ความเงียบขับเสียงทำงานของมันให้ดังกว่าความเป็นจริง

 

ความเงียบของกลางคืนทำให้เราได้ยินอะไรรอบตัวชัดเจนขึ้น

 

แม้ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศจะไม่แรงมาก แต่ก็เพียงพอให้ผมต้องเพิ่มความอุ่นให้ตัวเองด้วยเสื้อผ้าที่หนาขึ้น แค่อากาศสำเร็จรูปฝีมือมนุษย์แต่มีผลกับชีวิตไม่น้อย

รอบตัวผมสว่างด้วยแสงประดิษฐ์ที่คนเราโมเมอย่างเอาเป็นเอาตายว่ามันคือเกือบทุกอย่างเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย

ผมมองผ่านหน้าต่างกระจกออกไปข้างนอก เห็นความมืดกลืนกินทุกอย่าง เว้นก็แค่แสงไฟจุดเล็กๆ ตามถนนและอาคารบ้านเรือน ตายิ่งเพ่งไปได้ไกลแค่ไหน ยิ่งรู้สึกได้ถึงความเงียบ สงัด ที่เคลือบด้วยความเหงาบางๆ อย่างบอกไม่ถูก

 

หากไม่มีไฟฟ้า ผมคงได้สัมผัสและเข้าถึงรสแท้ของกลางคืนมากกว่า

 

การทำงานเกือบทั้งหมดของผมอยู่ในโลกไซเบอร์ โลกเสมือนที่คนเราบางคนยกย่องให้ความสำคัญมากกว่าโลกแห่งความเป็นจริงเสียอีกเพราะนั่นคือแหล่งผลประโยชน์มหาศาลที่ตักตวงได้ หากรู้จักวิธีใช้เครื่องมือ

คืนนี้เป็นคืนที่สองที่ผมต้องย้ายวิถีปกติของกลางวันมาใช้ในตอนกลางคืน เหมือนว่าเวลาจะเดินช้ากว่ากลางวัน เพราะรอบตัวอาจจะขาดความเร่งรีบของคนรอบข้าง ไม่มีสิ่งแปลกปลอมเกินจำเป็น

กลางคืนจึงดูเหมือนโลกอีกใบที่ได้รับการออกแบบมาหลอกหลอนให้ชีวิตหยุดทุกอย่างเพื่อการพักผ่อนแค่นั้น หลายๆ ชีวิตหลับไหลใต้ผ้าห่มอุ่น ไม่เคยแม้จะคิดรู้จักกลางคืนนอกตัวบ้านหรือเกินขอบเขตแสงสว่างที่บังอาจทำหน้าที่แทนดวงอาทิตย์

ข้างต้นทั้งหมดคงเป็นแค่ความคิดของผมที่พยายามเหวี่ยงลูกตุ้มเหตุผลเข้าข้างตัวเอง เพียงแค่ว่าหากไม่ลองลิ้มรสสิ่งที่แปลกออกไป ไม่กล้าที่จะก้าวเดินออกไปให้หนามตำนอกเส้นทางเสียบ้าง เห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่ใครไม่รู้พยายามสมมติให้เป็นไป

มันก็คงไม่ต่างกับใครหลายๆ คนที่หลงผิดคิดแค่ว่าสิ่งจำเป็นทุกอย่างมีให้อย่างพร้อมเพรียงแค่ตอนกลางวัน โดยหลงลืมบางอย่างที่จำเป็นกว่า เผลอปล่อยให้จมหายอยู่ในความมืดของกลางคืนอย่างน่าเสียดาย

edit @ 23 Mar 2009 03:12:01 by นายมาแล็ง

     เคยไหมที่ต้องฝืนเอ่ยปากตอบคำถามให้ไกลความรู้สึกที่ำกำลังเป็น สำหรับผม ไม่ยากเลยที่จะกลบเกลื่อนคนอื่น และไม่ยากเลยที่จะต้องหาคำพูด แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการต้องฝืนความรู้สึกตัวเอง ทั้งๆ ที่ข้างในจะกระอัก

     "ไ่ม่เสียดายงานที่รักหรือ"

     ช่วงเดือนนี้ผมเจอคำถามนี้บ่อยๆ บ่อยจนไม่อยากตอบ แต่ก็ต้องจำใจตอบ เจ้าของคำถามรู้แค่คำตอบ แต่ความรู้สึกรู้สากับคำถามมันยังค้างเอ้งเม้งอยู่ในใจไม่ได้หลุดไปกับคำพูด ทีออกจากปาก

     เสียดายสิ่งที่รัก แต่บางครั้งคนเราต้องยอมรับความเป็นไป ผมแค่อยากบอกตัวเองแค่นั้นว่า คนเราหากลองไม่ได้อยู่กับตัวตนที่แท้จริงดูบ้าง บางทีอาจจะได้รู้จักรสชาติอย่างอื่นของชีวิตทีไม่เคยลิ้มลองมาก่อน

     ประโยคที่ปกปิดความรู้สึกคู่กับอาการปากแข็งของผมได้ดีที่สุดคงหนีไปพ้น

     "ไม่เป็นไรหรอก"

     แต่ลึกๆ รู้ไหมว่ามันเป็นอะไรยิ่งไปกว่าไม่เป็นอะไรหรอกเสียอีก

edit @ 23 Mar 2009 03:11:31 by นายมาแล็ง

Night diary I : ชีวิตบนทางใหม่

posted on 25 Jan 2009 22:00 by extremegen in NightDiary
ผมตัดสินใจก้าวเท้าออกจากทางชีวิตที่โล่งกว้าง แค่สิบห้าวันก่อนปีใหม่  ทางใหม่ที่ผมเดินไม่ได้กว้างยาวสุดลูกหูลูกตาอย่างเคย ออกนอกเส้นทางได้บ้างแต่ได้ไม่บ่อยเหมือนใจนึกอย่างเก่า  ทางแคบลง สองข้างทางมีกำแพงใสแข็งแรง แยกผมให้ออกห่างจากสิ่งที่รักและคุ้นเคย ห่างกันแค่เอื้อมแต่บางเวลาเราเข้าหากันไม่ได้ ทั้งที่ตาเห็น  ความเคยชินกับเส้นที่เขาขีดให้เดิน  บางครั้งทำให้ผมเผลอหลงลืมไปว่า ยังมีช่องเล็กๆ สั้นๆ พอให้เราแทรกตัวออกไปวิ่งเล่น เพลิดเพลินกับสิ่งเดิมได้บ้าง แต่อย่างจำกัดเหลือเกิน          เคยเหมือนนกที่บินแต่กลางฟ้ากว้าง สุดท้ายโดนจับถูกจำกัดพื้นที่บินในกรง แม้ว่าเขาจะเลี้ยงดูอย่างดียังไง  กรงจะสวยงาม แพงลิบแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ต้องโหยหาเสน่ห์ฟ้ากว้างอยู่วันยังค่ำ            แม้ผมจะไม่ชอบทางเส้นนี้ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจหรืออคติแต่อย่างใด            อย่างมากคงอยู่ที่ผม เดินไปตามเส้นทางใหม่ตามที่เลือก แม้จะเอื้อมมือออกไปสัมผัสสิ่งที่รักไม่ได้ตลอดเวลา แต่อย่างน้อยหากมันยังอยู่ในสายตา เราก็ไม่ได้ห่างกันลิบลับจนหลงลืมกันไปในวันใดวันหนึ่ง            แค่พยายามเดินให้เร็วหน่อย  ใช้เวลาแอบโผล่ผ่านช่องว่างที่พอมีให้มากและนานขึ้นอีก  รอวันไหนเราพร้อมแล้วค่อยทลายกำแพงนี้ให้แหลกละเอียด ขนทิ้งให้พ้นทาง  วันนั้นคงไม่นานเกินกว่าที่ใจจะรอได้

edit @ 23 Mar 2009 03:11:08 by นายมาแล็ง