Stories-inLife

แค่บทสนทนาไม่กี่ประโยคในคืนวันหนึ่ง จำไม่ได้ว่าใครเริ่มก่อน แต่สุดท้ายจำได้แม่นยำว่า เราเห็นดีเห็นงามกับการเก็บกระเป๋า สะพายกล้อง ออกจากบ้าน ครั้งนี้เดินทางแค่ไม่กี่กิโลเมตร ใกล้ตัว แต่ไกลตาสำหรับบางคนในกลุ่ม ตอนแรกกะว่าจะไปกันเงียบๆ ไม่กี่คน ที่สุดเพื่อนร่วมทางนับได้สิบพอดิบพอดี บ่ายวันเสาร์ทุกคนออกเดินทางไปแล้ว แต่ผมยังทำงาน เกือบเย็นงานเสร็จแต่ใจไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว รถโดยสารประจำทางดูเหมือนจะช้ากว่าวันก่อนๆ แค่ชั่วโมงกว่าๆ หลังจากนั้น เรือพาผมเข้าสู่ความมืดของค่ำคืน แหวกผืนน้ำไปข้างหน้า สิ่งที่ตื่นตาตื่นใจมากที่สุดสำหรับผมตอนนั้น คือ แสงเขียวเรืองรองของพรายน้ำสองข้างลำเรือทำให้ใจผมอยากชวนใครสักคน มานั่งชี้ชมด้วยกัน ผมไม่เคยเห็นพรายน้ำเยอะขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ผมเดี่ยวๆ คนเดียวถึงปันหยีอย่างที่หวัง พร้อมกับดวงดาวเต็มฟ้า พระอาทิตย์ลาผืนฟ้าไปนานแล้ว เพื่อนๆ ยังอยู่ครบ ค่ำคืนที่เหลือหมดไปกับการถ่ายรูปดาว แล้วจบด้วยการนั่งล้อมวง พูดคุย ต่อล้อต่อเถียง ท่ามกลางแสงดาวและผืนน้ำกว้างไกล คืนนี้แสนสั้นสำหรับการนอนหลับ แต่ยาวนานสำหรับมิตรภาพ ตีห้ากว่าๆ ที่นอนไม่มีประโยชน์สำหรับเราอีกต่อไป ไม่มีใครขี้เซา เพราะภาพตรงหน้า
สายหมอกจาง ๆ โอบล้อมหมู่เกาะ น้ำที่นิ่งสงบอย่างกับหลับ ฟ้าี่แต้มสีสดใสก่อนพระอาทิตย์จะกลับมา ทุกคนเงียบสนิท มีแต่เสียงชัตเตอร์กระหน่ำ เสียดายเราหยุดภาพตรงหน้าไว้ได้แค่นี้ แต่ทุกภาพคงฉาบไว้ด้วยความประทับที่ลืมยาก สายๆ พี่คนขับเรือใจดีพาเราตระเวน ซอกซอนไปตามป่าโกงกาง ป่าเกาะ และผาหิน สุดท้ายเรากล่าวลาธรรมชาติ ผู้คนและมิตรภาพที่นี่ วันนี้ผมถึงบ้านก่อนพระอาิทิตย์กลับ
 
ชมภาพประกอบ ที่นี่ครับ


           หากรอคอยอะไรสักอย่าง สิ่งที่เราต้องมองบ่อยที่สุดคงหนีไม่พ้นปฏิทิน ยิ่งวัน เวลาเดินหน้ากระชั้นเข้ามาเท่าไหร่ เรายิ่งนับถอยหลังกระชั้นไม่แพ้กัน สองอย่างมักสวนทางกันเสมอ    หากเป็นไปได้ ผมอยากโยกวัน เดือน ปี ทีรอคอย ให้มาอยู่แ่ค่พรุ่งนี้ มะรืนนี้

         เดือนหน้าปลายๆ เดือน การเดินทางที่กินเวลาหลายวันของผมกำลังจะเริ่ม ครั้งนี้เป็นครั้งทีสองทีได้ข้ามพรหมแดนประเทศเกิดออกไปข้างนอก ครั้งแรกคือประเทศเวียดนาม  ผมจำได้ว่าต้องนั่งหายใจเข้าออกกินเวลาประมาณสองชั่วโมงกลางอากาศ ข้างนอกมีแต่ก้อนเมฆกับท้องฟ้า ที่คอยอยู่เป็นเพื่อนตาไม่ให้เหงาเท่ากับใจ แต่ครั้งนี้คงต่างกันมากมาย ท้องน้ำในแม่โขงคือสนามประลองการเดินทางของเรา ผืนน้ำคงเล็กกว่าผืนฟ้าหลายเท่า  ความเหงาคงน้อยกว่าหลายเท่าเ่ช่นกัน ระหว่างการเดินทางหลายๆ ครั้ง ผมค้นพบว่าพื้นที่มีผลต่อความเหงา ยิ่งเราอ้างว้างเท่าไหร่ ช่องว่างรอบๆ กายระหว่างเรากับใครๆ คงกว้างใหญ่กว่านั้น ความเหงาแอบติดตัวเราไปเสมอๆ แม้ว่าเราจะมีเพื่อนร่วมทางมากมายแค่ไหน  แต่แปลกความเหงาที่แวบเข้ามาในช่วงการเดินทางมีเสน่ห์ที่ทำให้ผมแอบโหยหา ลองดูนะครับ ยามที่มองไปนอกหน้าต่างรถหรือเครื่องบิน หรือพาหนะใดก็แล้วแต่ ปล่อยให้ใจเราลอยไปไกลๆ แล้วบางอย่างดีดีมักแวบเข้ามาในความรู้สึกเสมอๆ ครั้งนั้นอาจทำให้คุณแอบยิ้มอยู่คนเดียวก็ได้








วันนี้ต้องแหกตาตื่นเช้ากว่าปกติ ทั้งๆ ที่เมื่อคืนบ้าเดินทางเรื่อยๆ เปื่อยๆ ในโลกไซเบอร์ แปลกดี ผมเรียกการกลอกกลิ้งลูกตามองหน้าจอสี่เหลี่ยมค่อยๆ พลิกผ่านว่าการเดินทาง ทั้งๆ ที่ผมเองก็ไม่แน่ใจการสมมติเรียกแบบนี้ ได้ไหม ในขณะที่การเดินทางหมายถึงการเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

ร่างกายรู้สึกงัวเงียกว่าวันก่อนๆ วันนี้ผมมีบางอย่างต้องทำ อย่างแรกน้องสาวคนหนึ่งกำลังจะลาจาก เลยต้องจำเป็นตื่นเช้า ไปส่งน้องที่สนามบินตามคำขอ แต่แปลกครั้งนี้ความรู้สึกของผมไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ที่จะต้องอำลาใครๆ ความรู้สึกไม่เหมือนจาก แต่รู้สึกเหมือนแค่แยกกัน

จาก สำหรับผมคืออาจจะมีการเจอะเจอกันอีก หรืออาจจะไม่เจอกันอีก ระยะช่องว่างระหว่างการจากกับการพบเจออาจจะมีช่วงยาวนานกว่าการแยกกัน หรืออาจจะไม่มีเลย คำลาจึงน่าจะมีความสำคัญในวันจาก

แยกกัน สำหรับผมคือแค่แยกกัน อาจจะระหว่างวัน หรือระยะเวลาที่นานกว่า แต่มีการพบเจอกันอีกแน่นอน เร็วหรือเร็วมาก แค่นั้นเอง คำลาจึงไม่จำเป็น แค่คำว่าแล้วพบกันใหม่น่าจะเพียงพอ

ครั้งนี้ความรู้สึกผมไม่ได้อ่อนไหว ไม่ได้รู้สึกอยากหยุดเวลาเพื่อไม่ให้การจากเกิดขึ้นเหมือนครั้งก่อนๆ ตรงกันข้ามยังหยอกเล่นกัน รู้สึกเหมือนแค่ส่งน้องไปโรงเรียน หลังจากการกล่าวลา หลังของน้องสาวค่อยๆ ลับหายไปในห้องผู้โดยสารขาออก ผมแปลกใจว่าทำไมการลาครั้งนี้จึงเป็นแค่การแยกกันตามความรู้สึกของผม

ผมเริ่มทำงานอีกทีตอนเที่ยง วันนี้ทั้งวันจึงยาวนานมากกว่าวันอื่นๆ แปลกแต่จริงที่คนเรามีวันแต่ละวันไม่เท่ากัน ทั้งๆ ที่วันทุกวันมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แม้วันนี้ทั้งวันจะยาวนานแค่ไหน มีเจ้าเพื่อนคู่ใจอยู่ใกล้ๆ แค่เอื้อม ยังไงก็ไม่หวั่น

หาดขาวหลังสนามบินกลายเป็นสนามทดสอบความอยากรู้อยากเห็นของผม หลังจากแน่ใจแล้วว่าน้องสาวคนนั้นไม่ตัดสินใจเดินกลับหลังขึ้นรถแทนการขึ้นเครื่อง ฝนโปรยปรายมาเหมือนจะขัดความอยากรู้อยากเห็น แต่ยังไงๆ ก็ไม่ชนะความดันทุรังของผมกับเพื่อน ครู่เดียวสายฝนลาจาก เท้าของเราย่างไปตามทางเท้าตัวหนอนที่วางเรียงรายเป็นรอยต่อพื้นที่สนามบินกับหาดทราย ลมแรงพอๆ กับคลื่นลมจากทะเลที่หอบเอาไอเค็มมาเหนียวเหนอะหนะใบหน้าได้พอประมาณยามเม็ดเหงื่อแทรกซึมผ่านรูขุมขนขึ้นมา

วันนี้เองที่ผมมองสนามบินภูเก็ตจากมุมที่ไม่เคยเห็น เลยได้รู้หลายสิ่งหลายอย่างเรามักพบเห็นได้ในมุมมองที่แตกต่าง บางทีน่าสนใจกว่าโขกับสิ่งที่เห็นเดิมๆเครื่องบินหลายลำจอดเรียงรายหันตูดให้ผม วันนี้ผมได้เห็นตูด ด้านข้าง ด้านหน้า ทุกๆ ส่วนและทุกมุมมองของเครื่องบิน เห็นตั้งแต่มันจอดแน่นิ่ง เริ่มหมุนล้อเลาะรันเวย์ไปเรื่อยๆ ก่อนทะยานขึ้นฟ้าแล้วหายไปในหมู่เมฆ

แค่รั้วลวดหนามกั้น นกแอร์ลำเล็กที่มีน้องสาวผมอยู่ข้างในตอนนี้ ค่อยๆ ขยับตัว ล้อเลื่อนถอยออกมาจากงวงช้างที่เชื่อมกับอาคารสนามบิน ค่อยๆหันข้างให้ผม เลื่อนตัวเองไปตามรันเวย์ เห็นท้ายอยู่ไหวๆ ไกลออกไปๆ หายไปจากสายตาผมสักพัก แล้วหัวเครื่องบินค่อยๆ ปรากฏให้เห็นตรงปลายรันเวย์ลิบๆ เคลื่อนใกล้เข้ามาๆ แล้วทะยานขึ้นฟ้าต่อหน้าต่อตา

ตื่นตาที่ได้เห็นเครื่องบินทุกส่วนสัดแม้ไม่ใกล้มาก แต่ก็ใกล้กว่าทุกๆ ครั้ง เวลาแค่ไม่กี่นาที นิ้วของผมรัวชัตเตอร์ใส่เจ้านกเหล็กไปหลายแชะ

น้องสาวทะยานขึ้นฟ้าไปกับเครื่องบินโดยที่ผมไม่ได้เอ่ยคำลา ไม่ได้ลืมหรือไม่มีเวลา แต่ตั้งใจไม่เอ่ย คำว่าโชคดีคำเดียวที่ผมตะโกนบอกพร้อมกับการโบกมือลา เพราะความรู้สึกของผมไม่ได้เป็นการลาจากแต่เป็นการแยกกันเฉยๆ

กรุงเทพกับภูเก็ตอยู่ใกล้กันแค่อึดใจ เครื่องบินยังบินไปกลับได้วันละหลายเที่ยว วันหนึ่งคงไม่นาน และคงบ่อยๆ ที่ผมจะได้เห็นเครื่องบินร่อนลงจอดพร้อมๆ กับร่างที่ติดหายไปกับเครื่องบินวันนี้มาแสดงตัวอีกครั้งในวันนั้น