Stories-inLife


            ผมหลงเสน่ห์การเดินทางคนเดียว แต่ไม่เคยปฏิเสธเพื่อนร่วมทาง

แค่ไม่กี่ชั่วโมงที่เรารู้จักกัน  พูดคุยกันแค่ไม่กี่ประโยค ไม่นานต่อจากนั้น ไม่น่าเชื่อว่าเราจะกลายเป็นเพื่อนร่วมทางกันจนตลอดรอดฝั่ง

  คืนหนึ่งเกือบๆ ตีสองที่เชียงคาน ผมกับตั้มก้าวเท้าไปตามถนนที่ทอดยาวไปข้างหน้า ช้าๆ เรื่อยๆ พร้อมสอดส่ายสายตาหาป้ายโรงแรมหรือเกสต์เฮาส์ ความเมื่อยล้าจากการปีนภูกระดึงมา ทำให้ระยะของแต่ละฝีเท้าไม่ทิ้งห่างแต่ละก้าวมากมายนัก

  ผมเหนื่อย มันก็เหนื่อย ผมรู้ แต่ต่างคนต่างไม่ปริปากต่างหาก รู้แต่ว่าเวลานั้นทำยังไงก็ได้เพื่อให้ได้ที่เอนหลังเร็วที่สุด

  ยิ่งเดินเหมือนความหวังของเรายิ่งไกลออกไปตามระยะทาง โรงแรมหลังแล้วหลังเล่า โทรไปก็เหมือนกัน ไม่มีใครรับสาย จากห้าหลังมีคนรับแค่หลังเดียว แต่ก็เต็ม มือถือของตั้มหมดแบตตั้งแต่อยู่บนรถแล้ว เหลือก็แค่ของผมที่ใช้การได้ แต่ก็เหลือไม่มากนัก งานนี้เลยต้องลุ้นกับเกมชีวิตจริง

  เหตุการณ์หลายๆ อย่างที่เป็นอุปสรรคระหว่างการเดินทาง ยิ่งช่วยให้เพื่อนร่วมทางเรียนรู้กันและกันอย่างดีเยี่ยม ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันนานเป็นปี แค่ผ่านอะไรๆ บนเส้นทางเดียวกันช่วงระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นต่างคนคงต่างรู้ว่าต่อไปควรจะมีใครไว้เป็นเพื่อนร่วมทางบ้าง หรือคนเดียวโดดเดี่ยวยังดีกว่าเพื่อนมากมายแต่ไปด้วยกันไม่ราบรื่น

  เราเดินไปเรื่อยๆ แค่ไม่กี่นาที เรามายืนอยู่ที่เกสเฮาส์อีกหลังหนึ่ง ประตูไม่ได้ปิด ไฟยังเปิดอยู่ เห็นมีมุ้งกางอยู่กลางห้อง เรายืนเรียกเจ้าของอยู่หน้าประตู หวังให้มีเสียงตอบรับพร้อมกับห้องพัก เราสมหวังกับเสียงตอบรับแต่ผิดหวังตรงที่ไม่มีที่นอน เราก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป บทสนทนายังดำเนินต่อไป เอื่อยๆ พอๆ กับฝีเท้า

  ไม่มี่คนผ่านไปผ่านมา รถทุกคันจอดนิ่งสนิทสองข้างถนน ถนนสายนี้ ตอนนี้กลายเป็นทางเดินของเราแค่สองคน ไม่มีใครบ่น ไม่มีใครแสดงความท้อแท้ คงเป็นเพราะนักเดินทางอย่างเราได้เตรียมกายเตรียมใจไว้เสมอๆ สำหรับเหตุการณ์แบบนี้ ไม่ได้คาดคิดไว้ก่อนแต่ก็คือรสชาติ

  ไม่รู้กี่ก้าวย่างของเราเหยียบย่ำมาบนถนน ผ่านเกสต์เฮาส์หลังแล้วหลังเล่าจนเกือบสุดย่านที่พัก จังหวะพอดีที่สายตาเหลือบไปเห็นป้าย เชียงคานเกสต์เฮาส์ ระหว่างที่กดเบอร์บนแป้นมือถือ ไม่วายหันหลังกลับไปมองจุดเริ่มต้นของการเดินเท้า ่านทางไกลไม่ใช่เล่น ฟม่ผมกับตนานแสนนานเหลือเกิน  รจะมีใครไว้เป็นเพื่อนร่วมทางบ้าง หรือคนเดียวโดดเดี่ยวยังดีกว่าเพื่อนมากมายแต่ไ จากจุดนี้หากเราหันหลังไปมองจุดแรกที่เริ่มต้นเดินเท้า  ระยะทางไกลไม่ใช่เล่น  เหมือนโชคช่วยเมื่อเสียงปลายสายบอกว่าจะมาเปิดประตูให้

  ข้างในเกสต์เฮาส์บรรยากาศไม่เลว ทำด้วยไม้ทั้งหมด มีห้องเล็กๆ แบ่งไว้สองแถวโดยมีทางเดินคั่นตรงกลาง เดินทะลุออกไปด้านหน้าสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเรือนเก่าตลอดแนวถนนจากระเบียง  หากเดินทะลุไปด้านหลังสามารถมองเห็นสายน้ำโขงทอดตัวคดเคี้ยวสุดลูกหูลูกตา

  ด้วยความเหนื่อยบวกกับความอ่อนเพลีย เสริมด้วยความล้าจากภูกระดึง แค่เอนหลังถึงเตียง  ผมเพิ่งรู้ว่าหลับเป็นตายเป็นอย่างไร

  ตื่นอีกทีตอนนาฬิกามือถือปลุก ใจหนึ่งอยากจะนอนให้เต็มอิ่ม แค่เวลาที่มีไม่มากนัก แต่ด้วยความที่อยากเก็บภาพตอนเช้า  ผมรีบลุกวิ่งเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา ตั้มลุกลี้ลุกลนไม่ต่างจากผม เราเหมือนกันที่ตรงนี้ แค่ให้ได้ถ่ายรูป แค่ให้ได้เดินทางท่องเที่ยว ถึงไหนถึงกัน

  การเดินทางของผมครั้งนี้ เหลือเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง มีเริ่มต้องมีจบ แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้เดินคนเดียว หลายๆ วันก่อนหน้านี้ แต่ละจุดหมายของผมมีเพื่อนคนอื่นๆ รอเป็นเพื่อนร่วมทาง มีทุกรสชาติของชีวิตให้ผมได้ลิ้มลอง ที่สำคัญที่สุดได้รู้จักเพื่อนแท้เดินทางเพิ่มอีกคน  วันหน้าหากบนเส้นทางหนึ่งเส้นทางใด หากจุดหมายของเราคือที่เดียวกัน วันนั้นเราคงได้ร่วมทางกันอีก

ผมหวังอย่างนั้นจริงๆ

สำหรับผม การเรียนรู้กันระหว่างการเดินทางคือวิธีที่ดีที่สุดของการทำความรู็จักตัวตนของกันและกัน

 

 

 

edit @ 25 Nov 2008 23:54:48 by นายมาแล็ง

edit @ 22 May 2009 00:39:13 by นายมาแล็ง

seasons change, then live your life

posted on 03 Nov 2008 10:40 by extremegen  in Stories-inLife

ทั้งๆ ที่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเวลาและฤดูกาลคือเรื่องธรรมดาที่หลายคนไม่เคยรู้สึกเลย แต่ละวันไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากที่เราเคยเห็น พระอาทิตย์ขึ้นและตกตามเวลา อาจจะช้าลงหรือเร็วขึ้นตามฤดูกาล เปลี่ยนตำแหน่งบ้างแต่ยังอยู่บนท้องฟ้าผืนเดิม

บางคนเช่นผมเป็นอย่างน้อย ไม่วายหวั่นไหวบ้างกับการเปลี่ยนไปรอบๆ ข้าง สายลมหนาวเริ่มโลมไล้ใบหน้าบ้างแล้ว แค่เย็นกายแต่บางทีหนาวไปถึงหัวใจ วันเวลาทำให้คนเราเปลี่ยน เปลี่ยนทีละนิดจนบางครั้งลืมรู้สึก มารู้สึกอีกทีตอนที่เสียดายเวลาแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมตอนนั้นไม่ได้ทำอย่างที่อยาก  

จากวัยเด็กที่สดใส สุขใจกับการเล่น หากทุกข์ก็คงเป็นเพราะไม่ได้เล่น

 แค่ไม่กี่ร้อนกี่หนาว ชีวิตล่วงเลยมาเป็นวัยรุ่น วัยแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ วัยที่อยากลิ้มลอง ทดสอบชีวิต ลองผิดลองถูก วัยแห่งการแสวงหา สุขกับการใช้ชีวิตกับเพื่อน กับความฝัน โหยหาความรักที่คิดว่านั่นคือทั้งหมดของชีวิต สิ่งที่ทุกข์ที่สุดตอนนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องความรัก

เมื่อฤดูกาลเปลี่ยน วัยเปลี่ยน กาลเวลาทำให้ความคิดเราโต การมองโลกเปลี่ยนไป สิ่งต่างๆ ที่ดูว่าใหญ่โตเมื่อตอนเด็กๆ ตอนนี้มันแค่เรื่องเล็ก

หากมองกลับหลังเวลาเดินเร็วเหลือเกิน แต่หากมองย้อนไปข้างหน้า ชีวิตหลือเวลาไม่มากหากเทียบกับฤดูกาล คงคูณหารเป็นสัดส่วนแทบไม่ได้เลย  ชีวิตเรามีเวลาน้อย ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงบ่อย แต่เปลี่ยนไปบนวงจรเดิมๆ ชีวิตน่าจะเปลี่ยนน้อยครั้งกว่า มาใช้ชีวิตกันดีกว่า ชีวิตเดียวไม่นานแล้วทำไมไม่ใช้ให้คุ้ม อย่าปล่อยให้ชีวิตเปลี่ยนแค่ฤดูกาลที่เปลี่ยนครับ ผมคิดว่าไม่คุ้มเลยจริงๆ 

คำลาที่เป็นสุข

posted on 18 Sep 2008 23:33 by extremegen  in Stories-inLife

      นานแล้วที่ผมไม่ได้ส่งใครขึ้นรถ เพิ่งจะวันนี้ ผมได้ทำอีกครั้งหลังจากที่ลืมครั้งสุดท้ายไปแล้ว

      ครั้งนี้ผมโบกมือลาเพื่อน ยืนแช่ตัวเองที่เดิม นิ่งเนิ่นนานจนรถลับตา สุขดี 

      ครั้งก่อนๆ หากมีเหตุการณ์แบบนี้ ผมคงใจหาย รู้สึกเหงาจับใจ ไม่อยากให้เวลาเดินไปพร้อมๆ กับการจากลา แต่คงห้ามสิ่งเป็นไปที่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของเวลาไม่ไ้้ด้

     ระยะห่างระหว่างการเจอกับการจากคงไม่ไกลสุดกู่ แต่ก็มากพอที่จะระแคะระคายความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย หลายๆ คนเศร้ากับการจากลา แต่แปลกครั้งนี้ผมสุขใจที่ได้ส่งเพื่อนขึ้นรถ รถลับตาไปพอสมควรแล้ว ผมแอบยิ้มคนเดียว สุขที่เราได้ทำสิ่งดีๆ ด้วยกัน สุขที่ต่างคนต่างเป็นหนึ่งในใจกันและกัน  สุขที่เราเริ่มต้นตรงที่การเจอและจบด้วยการจาก 

      คำลา กับ ความสุข ดูเหมือนสองอย่างจะไปด้วยกันไม่ได้เลย หลายๆ คนคงเถียงว่าไม่มีวันที่ใครจะกล่าวลาด้วยความสุข แต่วันนี้ผมเถียง ผมลาด้วยความสุข จริงๆ ครับ

      สุขที่ได้รอเพื่่อที่จะได้มาพบกันใหม่ 


edit @ 26 Nov 2008 00:02:15 by นายมาแล็ง

      แค่บทสนทนาไม่กี่ประโยคในคืนวันหนึ่ง จำไม่ได้ว่าใครเริ่มก่อน แต่สุดท้ายจำได้แม่นยำว่า เราเห็นดีเห็นงามกับการเก็บกระเป๋า สะพายกล้อง ออกจากบ้าน
     ครั้งนี้เดินทางแค่ไม่กี่กิโลเมตร ใกล้ตัว แต่ไกลตาสำหรับบางคนในกลุ่ม ตอนแรกกะว่าจะไปกันเงียบๆ ไม่กี่คน ที่สุดเพื่อนร่วมทางนับได้สิบพอดิบพอดี บ่ายวันเสาร์ทุกคนออกเดินทางไปแล้ว แต่ผมยังทำงาน เกือบเย็นงานเสร็จแต่ใจไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว รถโดยสารประจำทางดูเหมือนจะช้ากว่าวันก่อนๆ แค่ชั่วโมงกว่าๆ หลังจากนั้น เรือพาผมเข้าสู่ความมืดของค่ำคืน แหวกผืนน้ำไปข้างหน้า สิ่งที่ตื่นตาตื่นใจมากที่สุดสำหรับผมตอนนั้น คือ แสงเขียวเรืองรองของพรายน้ำสองข้างลำเรือทำให้ใจผมอยากชวนใครสักคน มานั่งชี้ชมด้วยกัน ผมไม่เคยเห็นพรายน้ำเยอะขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ผมเดี่ยวๆ คนเดียวถึงปันหยีอย่างที่หวัง พร้อมกับดวงดาวเต็มฟ้า พระอาทิตย์ลาผืนฟ้าไปนานแล้ว เพื่อนๆ ยังอยู่ครบ ค่ำคืนที่เหลือหมดไปกับการถ่ายรูปดาว แล้วจบด้วยการนั่งล้อมวง พูดคุย ต่อล้อต่อเถียง ท่ามกลางแสงดาวและผืนน้ำกว้างไกล คืนนี้แสนสั้นสำหรับการนอนหลับ แต่ยาวนานสำหรับมิตรภาพ ตีห้ากว่าๆ ที่นอนไม่มีประโยชน์สำหรับเราอีกต่อไป ไม่มีใครขี้เซา เพราะภาพตรงหน้า
     
สายหมอกจาง ๆ โอบล้อมหมู่เกาะ น้ำที่นิ่งสงบอย่างกับหลับ ฟ้าี่แต้มสีสดใสก่อนพระอาทิตย์จะกลับมา ทุกคนเงียบสนิท มีแต่เสียงชัตเตอร์กระหน่ำ เสียดายเราหยุดภาพตรงหน้าไว้ได้แค่นี้ แต่ทุกภาพคงฉาบไว้ด้วยความประทับที่ลืมยาก สายๆ พี่คนขับเรือใจดีพาเราตระเวน ซอกซอนไปตามป่าโกงกาง ป่าเกาะ และผาหิน สุดท้ายเรากล่าวลาธรรมชาติ ผู้คนและมิตรภาพที่นี่ วันนี้ผมถึงบ้านก่อนพระอาิทิตย์กลับ
 
ชมภาพประกอบ ที่นี่ครับ


edit @ 26 Nov 2008 00:16:28 by นายมาแล็ง

           หากรอคอยอะไรสักอย่าง สิ่งที่เราต้องมองบ่อยที่สุดคงหนีไม่พ้นปฏิทิน ยิ่งวัน เวลาเดินหน้ากระชั้นเข้ามาเท่าไหร่ เรายิ่งนับถอยหลังกระชั้นไม่แพ้กัน สองอย่างมักสวนทางกันเสมอ    หากเป็นไปได้ ผมอยากโยกวัน เดือน ปี ทีรอคอย ให้มาอยู่แ่ค่พรุ่งนี้ มะรืนนี้

         เดือนหน้าปลายๆ เดือน การเดินทางที่กินเวลาหลายวันของผมกำลังจะเริ่ม ครั้งนี้เป็นครั้งทีสองทีได้ข้ามพรหมแดนประเทศเกิดออกไปข้างนอก ครั้งแรกคือประเทศเวียดนาม  ผมจำได้ว่าต้องนั่งหายใจเข้าออกกินเวลาประมาณสองชั่วโมงกลางอากาศ ข้างนอกมีแต่ก้อนเมฆกับท้องฟ้า ที่คอยอยู่เป็นเพื่อนตาไม่ให้เหงาเท่ากับใจ แต่ครั้งนี้คงต่างกันมากมาย ท้องน้ำในแม่โขงคือสนามประลองการเดินทางของเรา ผืนน้ำคงเล็กกว่าผืนฟ้าหลายเท่า  ความเหงาคงน้อยกว่าหลายเท่าเ่ช่นกัน ระหว่างการเดินทางหลายๆ ครั้ง ผมค้นพบว่าพื้นที่มีผลต่อความเหงา ยิ่งเราอ้างว้างเท่าไหร่ ช่องว่างรอบๆ กายระหว่างเรากับใครๆ คงกว้างใหญ่กว่านั้น ความเหงาแอบติดตัวเราไปเสมอๆ แม้ว่าเราจะมีเพื่อนร่วมทางมากมายแค่ไหน  แต่แปลกความเหงาที่แวบเข้ามาในช่วงการเดินทางมีเสน่ห์ที่ทำให้ผมแอบโหยหา ลองดูนะครับ ยามที่มองไปนอกหน้าต่างรถหรือเครื่องบิน หรือพาหนะใดก็แล้วแต่ ปล่อยให้ใจเราลอยไปไกลๆ แล้วบางอย่างดีดีมักแวบเข้ามาในความรู้สึกเสมอๆ ครั้งนั้นอาจทำให้คุณแอบยิ้มอยู่คนเดียวก็ได้