Tarutao

วันน้ำใส แต่ฟ้าไม่อยากเป็นใจ

แผนเดิมของเราในเช้าแรกของการพักแรมที่นี่ คือ การปีนขึ้นผาชะโด จุดชมวิวสูงสุดของเกาะอาดัง แต่ฟ้าไม่เป็นใจ เอาน้ำมาจากไหนไม่รู้ ปล่อยให้เทลงมาตั้งแต่เมื่อคืนยันเช้าตรู่ หยดน้ำกระทบหลังคาเรือนพักไม่เว้นจังหวะแม้แต่นาทีเดียว ตาที่ยังมองเห็นแค่ความมืดรอบตัวกับหูที่ได้ยิน สรุปได้ว่าอากาศไม่ได้เป็นใจกับแผนการท่องเที่ยวของเราในวันแรก แต่ช่างเถอะ วันทั้งวันมีตั้งยี่สิบสี่ชั่วโมง อย่างน้อยฟ้าคงเมตตาบ้าง สักไม่กี่นาทีก็ยังดี

หลังจากที่ต้องเอาอะไรๆ ใส่ท้องเพื่อความอยู่รอด กองทัพไม่ยอมหยุดนิ่งแค่นั้น เราเจรจาขอเช่าเรือจากอุทยาน วันนี้เจ้าหน้าที่ตรงนี้ยังไม่ขี้เหนียวรอยยิ้มกับเรามากนัก โลกดูสดใสขึ้นมาบ้าง แต่ที่ประหลาดกว่านั้นราคาค่าเรือไม่ได้มีเสื้อชูชีพให้ ใครอยากได้ต้องจ่ายเพิ่ม บริการนี้ไม่รวมความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว ชีวิตใคร ชีวิตมันนะครับ ท้องฟ้ายังครึ้มๆ ด้วยเมฆฝน แต่ยังมีช่องว่างให้แดดส่องลอดลงมาได้บ้าง ภาพถ่ายของเราคงดูสดใสขึ้นบ้าง เกาะแก่งดาหน้าเข้ามาให้ได้เยี่ยมเยียนตลอดทั้งวัน ใช่ครับวันนี้ทะเลและเรือเป็นของเรา

เรือลอยลำมาหยุดอยู่ตรงหน้าเกาะหินงาม น้ำทะเลใส หินก้อนเกลี้ยงยังกับคนขัดนอนแออัดยัดเยียดแทนผืนทรายที่เราเจนตาบนเกาะอื่นๆ ในทะเลนี้ เราหยุดชื่นชมความงามปนมหัศจรรย์พอหอมปากหอมคอและหอมกล้อง ภาพหลายๆ ภาพถูกบันทึกผ่านเลนส์พร้อมกับความทรงจำที่ถูกฝังติดอยู่ในหัว น้ำทะเลเขียวมรกตตัดกับท้องฟ้าน้ำเงินเข้มแต้มสีขาวด้วยเมฆก้อนขาว ลึกจากผิวน้ำใส ก้อนปะการังปรากฏตัวอยู่ลึกลงไป ฝูงปลาหลากสี เวียนว่ายหาอาหาร เรียกร้องให้ผมต้องเอาตัวเองไปลอยคออยู่กลางน้ำพร้อมกับกล้องกันน้ำที่ได้เป็นของแถมมากับโลชั่นชนิดหนึ่ง ใต้น้ำสวยงามเสมอเมื่อมองผ่านหน้ากากดำน้ำ ปะการัง ปลาทะเลและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อยู่ร่วมกันได้อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ชัตเตอร์ของกล้องกันน้ำถูกกดนับครั้งไม่ถ้วน แต่น่าเสียดายเมื่อขึ้นเรือไปแล้ว เราถึงได้รู้ว่าที่จริงกล้องอันนี้กันแค่น้ำออก ตกลงภาพใต้น้ำของเราเก็บได้แต่ในความทรงจำ เรือพาเราฝ่าผืนน้ำไปเรื่อยๆ จนถึงประติมากรรมธรรมชาติที่คนทั่วไปรู้จักกันดี ว่า หินซ้อน ซ้อนก็แค่ซ้อนไม่มีทีท่าว่าจะหล่น

ตะวันเริ่มสูง แดดเริ่มแรง แต่เมฆเริ่มสีคล้ำเกือบดำจนแทบจะกลั่นตัวเป็นน้ำฝน อีกไม่กี่นาทีต่อมา สวรรค์บนดินปรากฏอยู่ตรงหน้าของเรา น้ำทะเลใสสีมรกต หาดทรายสีขาวละเอียด เราห้ามใจไม่ได้ที่จะเอาตัวเองไปแนบนิ่งน้ำทะเลใส ทรายขาวละเอียดราวกับแป้ง เรารู้จักเกาะนี้จากปากของพี่คนขับเรือว่าชื่อเกาะลอกวย หลังจากที่ดื่มด่ำจนเต็มอิ่มกับความสวยงาม เรือพาพวกเราลอยน้ำต่อไปยังเกาะราวี บรรยากาศทั่วไปเงียบสงบ สวยงาม

วันนี้ทั้งวันเราอิ่มใจกับการเดินทางเส้นทางนี้ เกาะทุกเกาะ หินทุกก้อน สวยงามอย่างควรจะเป็น หลังจากที่บอกลาเกาะอาดัง เรือพาเรามุ่งสู่เกาะหลีเป๊ะ ระหว่างทางเรือจอดให้เราได้ดำน้ำอีกรอบที่เกาะจาบัง แต่ด้วยกระแสน้ำที่แรง และความใสที่ยังไม่มากพอ เวลาสั้นๆ ก็เพียงพอสำหรับการทำความรู้จัก

หาดทรายขาวของเกาะหลีเป๊ะรองรับทุกเท้าที่ย่ำมาและย่ำไป บังกะโล รีสอร์ท และที่พักขนาดต่างๆ วางเรียงรายไปตามหาดทราย ผู้คนเชื้อสายชาวเลดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย คงน่าเสียดายหากวันหนึ่ง คนแก่ คนเฒ่า ต้องมาจากไป โดยที่ไม่ได้ถ่ายทอดไว้ให้รุ่นลูกหลานบ้าง

เราเดินทางกลับพร้อมๆ กับที่พระอาทิตย์เลิกงาน อาหารอีกมื้อเพื่อชีวิตรอด ท้องฟ้าคืนนี้มืดกว่าเมื่อคืนวาน ดาวส่องประกายได้เจิดจ้าเต็มที่ พระจันทร์ทำงานสายกว่าเดิม

คืนสุดท้าย วันสุดท้าย

คืนนี้เหมือนคืนเมื่อวานเราสี่คนพร้อมกับเสื่อผืน หมอนใบ ค่อนคืนที่เรานอนอาบแสงจันทร์ นอกจากเสียงของพวกเรา มีแค่เสียงคลื่นและสายลมคอยขับกล่อมเป็นเพื่อน เมฆก้อนดำเกือบเต็มฟ้ากลับมาไล่เราเหมือนเมื่อคืนก่อน เบาะนุ่มผ้าห่มหนาห่อรัดร่างเราให้อุ่นกายตลอดคืนที่เหลือ

ตีห้ากว่า ฟ้ายังมืด เสียงแมลงกลางคืนยังไม่หยุด แต่ขอบฟ้าด้านตะวันออกเริ่มแต่งแต้มโดยแสงอรุณ ผมดีดตัวที่นอน พร้อมกับสองสาวที่เร็วไม่แพ้กัน ในขณะที่เพื่อนอีกคนตื่นก่อนเราทั้งสาม กล้องตัวเก่ง ขาตั้งกล้องคู่กาย ทั้งของผมและของเพื่อน ทุกอย่างประกอบติดตัว ของใครของมัน พร้อมกับขาที่กึ่งก้าวกึ่งวิ่ง เราทั้งสี่มุ่งหน้าไปยังผาชะโด เพื่อโอกาสสุดท้ายของการทักทายพระอาทิตย์ หลังจากที่ต้องเฝ้าสั่งลาแสงสุดท้ายทุกวันตลอดการพักที่นี่

ก้าวทุกก้าวต้องเร่งแข่งกับเวลา จากที่เดินไปด้วยกันทั้งสี่ชีวิต ระยะห่างระหว่างสองหนุ่มที่มุ่งมั่นอยู่ที่ผาสูงเพื่อเก็บภาพแสงแรกกับสองสาวเริ่มออกห่างตามระยะทางและความชันของทางเดิน ปีนและป่ายหินก้อนแล้วก้อนเล่า เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ใจไม่แพ้ จุดหมายอยู่ใต้ฝ่าเท้า กล้องทำงานครั้งแล้วครั้งเล่า เวิ้งน้ำกว้างไกลสุดสายตา ขอบฟ้าแดงเรื่อ สองสิ่งส่งเสริมกันและกันให้เป็นความสวยงามที่ไม่อาจลืม

แดดเช้าเริ่มจ้า เข็มนาฬิกาเคลื่อนวนรอบแล้วรอบเล่า เมื่อวานมาถึง วันนี้ต้องจาก ชีวิตที่ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก แวดล้อมด้วยเกาะสวรรค์ สองวันรู้สึกเหมือนแค่สองนาที ความสุขผ่านไปเร็วเสมอ สัมภาระเตรียมพร้อม วันนี้เราเดินทางวนกลับไปที่เดิมเมื่อวาน

ชีวิตยังคงเหมือนเดิม ทุกอย่างรอบตัวยังแปลกสุดขั้วเมื่อเทียบกับทุกอย่างที่เราผ่านพบมาตลอดสามวันสองคืน ความสุขแม้จะโหยหาตลอดชีวิต แต่ช่วงของความสุขผ่านเข้ามาได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว แค่นั้นเอง

คืนที่จันทร์อาบฝน คนอาบแสงจันทร์

เย็นวันนี้เหมือนกับทุกๆ วัน ดวงอาทิตย์เปลี่ยนกะให้ดวงจันทร์และดวงดาวทำหน้าที่แทน ก่อนที่จะลาลับขอบฟ้าและโผล่อีกทีตอนเช้า ณ ขอบฟ้าอีกด้าน

ข้าวมื้อเย็นของเราผ่านไปด้วยดีที่ร้านสวัสดิการของอุทยาน อิ่มท้องอิ่มดี แต่ไม่ค่อยอิ่มความรู้สึก การต้อนรับคนต่างถิ่นของคนที่นี่ ดูไม่เป็นปกติ หน้าบอกบุญไม่ค่อยรับของพนักงานร้านสวัสดิการทำให้เราติดขัดในอารมณ์เล็กน้อย

ผมไม่ได้มาขอพี่กินนะครับ ช่วยยิ้มๆ ให้คนมาใช้บริการอุ่นใจนิดหน่อยได้ไหมครับ

แต่ช่างเถอะเรื่องไม่เป็นเรื่อง ปากท้องเราอิ่ม แรงมีเดินต่อ การดำรงอยู่ในสังคมทุกวันนี้เหนื่อยล้าเกินกว่าที่จะแบกรับสิ่งที่บั่นทอนจิตใจได้

ฟ้าสูงที่สุดวันยังค่ำ ดวงจันทร์ที่นี่ดูเล็กกว่าที่เคยเห็นที่อื่น อาจเพราะที่นี่เราเห็นท้องฟ้าได้สุดลูกหูลูกตามากกว่า ดวงจันทร์เมื่อเปรียบเทียบกับท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ยังไงก็เล็ก เวิ้งฟ้ากับเวิ้งน้ำบรรจบกันที่เส้นขอบฟ้าตามสายตาที่เรามองเห็น ตรงข้ามกับความจริงที่ทั้งสองไม่เคยแม้แต่จะเข้าใกล้กัน

ความสวยงามของท้องฟ้า แสงจันทร์ หาดสีนวลที่ทาบทาด้วยแสงดารา ไม่อาจห้ามเราให้ซุกอยู่แค่บนเบาะนุ่ม ใต้ผ้าห่มอุ่น เสื่อสองผืนที่มีพื้นที่พอให้เราสี่คนนอนเหยียดยาวท่ามกลางแสงจันทร์นวลรองรับน้ำหนักบนพื้นทรายละเอียด สายลมทำหน้าที่ห่อหุ้มกายให้เราแทนผ้าห่ม เสียงคลื่นกล่อมหัวใจให้หยุดนิ่ง ตาของผมจับอยู่ที่ดวงจันทร์กลม ดวงดาวระยับแสงแม้ไม่แรงเท่าจันทร์ แต่มีความสำคัญในการแต่งแต้มฟ้ากว้างไม่ต่างกัน

เสียงพูดคุยหยุดลงตอนไหนไม่รู้ ความรู้สึกของผมล่องลอยไปไกล จำไม่ได้ว่าเปลือกตาบนหล่นมาทับเปลือกตาล่างตอนไหน รู้สึกตัวอีกที อากาศที่เย็นสบายเริ่มหนาวเย็นลง ฟ้าแลบวับๆ อยู่ที่ปลายฟ้าไกล เมฆในแสงจันทร์เริ่มกลายเป็นสีคล้ำ ดูท่าจะลอยต่ำลงๆ และพร้อมจะกลายสภาพเป็นฝนห่าใหญ่ เราให้สัญญาณกันและกันว่าถึงเวลาสิ้นสุดของการอาบแสงจันทร์ กองทัพเป็นอันต้องย้ายฐานในที่สุด

คืนค่อนที่เหลือ เราไม่รู้ว่าพระจันทร์เคยเปียกฝนไหม สิ่งที่แน่นอนที่สุด หากเรายังนอนอาบจันทร์ คืนนั้นเราคงกลายเป็นคนเปียกปอน

วันสู่เกาะ

ผมลืมตาตื่นตอนที่แสงสว่างส่องผ่านหน้าต่างห้องนอน อดไม่ได้ที่ต้องถีบตัวลุกขึ้น ออกไปชื่นชมฟ้าสีทองไกลสุดสายตาจนจรดกับผืนน้ำกว้าง กลิ่นอายดินหอมกรุ่นติดจมูกหลังจากที่โดนน้ำฝนละลายผิวหน้าไปตั้งแต่เมื่อคืน สังเกตได้จากร่องรอยความเปียกชื้นยังไม่แห้งหายไปจากใบไม้ ผิวหญ้าและหน้าดิน

สองสาวยังนอนคลุมโปงละลายความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อวาน ผมรีบคว้ากล้องออกไปเก็บภาพเรื่อยเปื่อย แต่ช้ากว่าเจ้าเพื่อนยากอีกตามเคย

วันเวลาไม่เคยคอยใครอย่างที่ใครๆ เขาพูดกัน เราก็ไม่ปล่อยให้เวลารอ ทุกคนอาบน้ำแต่งตัว จัดการสัมภาระอีกไม่เกินสิบห้านาทีจากที่พัก เราก็มาอยู่ตรงท่าเรือปากบารา จุดเริ่มต้นของใครก็ตามที่จะเดินทางไปหมู่เกาะในน่านน้ำตะรุเตา เรือส่วนมากจะจอดแวะที่ตะรุเตาก่อน แล้วค่อยต่อไปยังเกาะอื่นๆ โดยพักแวะให้ผู้โดยสารได้ชื่นชมความสวยงามแปลกตาของสะพานหินธรรมชาติที่เกาะไข่อันเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดสตูล เราเลือกเรือเร็วด้วยเหตุผลอยากถึงจุดหมายเร็วๆ อย่างชื่อเรือ แล้วก็เร็วเท่าที่ใจอยาก แค่ครึ่งชั่วโมงจากฝั่ง เกาะตะรุเตาทั้งเกาะมาโผล่ตรงหน้าให้เราจับต้องได้ด้วยทุกประสาทสัมผัส เกาะที่ยังปราศจากการรุกรานทางความเจริญของวัตถุที่นอกเหนือจากความจำเป็น มีแค่อาคารบริการนักท่องเที่ยว บ้านพัก และกลุ่มอาคารอีกไม่กี่หลังที่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของนักท่องเที่ยวได้

ท่าเรือของเกาะตั้งอยู่ที่อ่าวพันเตมะละกา โดยมีคลองชื่อเดียวกับหาดไหลมาบรรจบกับทะเลกว้างที่นี่ ทีมของพวกเรา มีแค่สองสาวกับสองหนุ่มเลือกที่จะแวะทักทายตะรุเตาที่อ่าวพันเตมะละกา รอต่อเรือเที่ยวต่อไป อย่างน้อยการได้รู้จักกันบ้างด้วยเวลาอันน้อยนิดยังดีกว่าการไม่ได้รู้จักกันเลย ขณะเดียวกันยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสัมพันธ์ครั้งต่อไปได้อย่างไม่ขัดเขิน ด้วยเงื่อนไขของเวลาที่จำกัด เราเลือกที่จะนั่งเรือจากจุดนี้สวนกระแสน้ำตอนนั้นไปยังถ้ำจระเข้ ความลึกลับที่รู้สึกได้เริ่มต้นจากผิวน้ำสีเข้ม ป่าชายเลนรกทึบสองฝั่ง และความเงียบสงบจนเกือบวังเวง เสียงเครื่องเรือเท่านั้นที่คำรามอย่างต่อเนื่องเป็นเพื่อน ป่าชายเลนสองฝั่ง และหินปูนรูปร่างแปลกตาเคลื่อนไหลสวนทางกับพาหนะของเรา บางครั้งเราหลบไม่พ้นสายตาที่จับจ้องอยู่อย่างสงบเกือบร้อยคู่

บนเรือนไม้ริมคลองสองฝั่ง นกอินทรีหลายตัวสงบนิ่งมองการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถบินได้ ลอยลำเรือตามแรงเครื่องยนต์ หลายตัวรอจังหวะจู่โจมเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้ล่าให้ดำรงต่อไป หลายตัวลอยตัวเหนือหัวพวกเราเหมือนทีมสังเกตการณ์เฝ้าระวังภัยให้พวกพ้อง

เมื่อถึงที่หมาย เราลงเรือ เดินแค่ไม่กี่ก้าว ความลึกลับกับความมืดมิดรอเราอยู่ตรงหน้า ถ้ำที่น่าเกรงขามซ่อนตัวอยู่ในความมืด มืดจนกลืนทุกอย่างให้กลายเป็นสีดำ แต่ความไม่รู้ยิ่งท้าทายให้คนมากต่อมากอยากได้ลิ้มลองและทำความรู้จักกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แพเฉพาะกิจที่ต้องใช้มือสาวเชือกไปตามซอกหลีบของหินปูนผนังถ้ำพาเราไปหยุดตรงบันไดไม้เก่าๆ ที่เชื่อมพื้นน้ำกับพื้นถ้ำ หลังจากนั้นเท้าต้องทำหน้าที่ทั้งหมด ไฟฉายไม่สมประกอบของน้องผู้ช่วยคนขับเรือแค่กระบอกเดียวช่วยให้เราได้ชื่นชมความมหัศจรรย์ของหินงอก หินย้อย รูปร่างตามแต่จินตนาการของแต่ละคน ระยิบระยับยามต้องแสงไฟอย่างตื่นตาตื่นใจ ธรรมชาติสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงาม ยิ่งใหญ่ ไว้เป็นมรดกเสมอ แต่น่าเสียดายที่คนเรามักไม่เห็นคุณค่า มัวแต่หลงว่าตัวเองควบคุมธรรมชาติได้ เฝ้าแต่พยายามเลียนแบบ เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จนเกินพอดี เวลาแค่ประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง เราได้สำรวจความลึกลับสวยงามได้ทั้งหมด

เรือพาเรากลับมาที่เดิม ณ จุดเริ่มต้น หลายครั้งที่จุดเริ่มต้นกลายเป็นจุดเดียวกับจุดสิ้นสุด เราถามทวนราคาเรืออีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

สี่ร้อยใช่ไหมครับพี่ ผมถามทวนอีกที ยังไม่ทันที่คนขับเรือได้ตอบคำถาม

ห้าร้อยบาทครับ น้องคนผู้ช่วยคนขับตอบอย่างไม่ลังเล พร้อมกับอธิบายเพิ่ม

หนึ่งร้อยบาทค่าลากเรือเข้าถ้ำ

น้องครับ ถึงน้องไม่บอก พี่ๆ ก็ตั้งใจจะให้อยู่แล้วครับ เสียดายความรู้สึกเล็กน้อยที่ต้องมาวูบวาบคำบางคำ หรือน้องคิดมากเกินไปที่บอกอย่างนั้น หรืออาจจะเป็นผมที่คิดมากกับคำพูดประโยคนั้น เสียดายที่บ่อยครั้งคนเราชอบประเมินมูลค่าหลายๆ อย่างเป็นแค่เพียงเงินทองโดยลืมนึกถึงคุณค่าแท้จริงที่แฝงอยู่ในความรู้สึก

แสงแดดไม่สามารถส่องผ่านกลุ่มเมฆสีทึบ สายฝนถูกส่งมาจากฟากฟ้า ทักทายสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ ผิวน้ำ กอหญ้าและพันธุ์พืช ในเวลาต่อมา

บ่ายสองกว่าๆ เรืออีกลำเทียบท่า ชีวิตเราต้องเคลื่อนย้ายไปหาจุดหมาย แต่การไม่ละเลยเรื่องราวระหว่างทางคือรสชาติอย่างหนึ่งของการเดินทาง

เรือมาลอยลำอยู่หน้าเกาะไข่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมหรือถ่ายรูปซุ้มหินธรรมชาติ ระดับน้ำที่ลดต่ำเกินกว่าที่เรือจะจอดได้กลายเป็นอุปสรรคที่เราไม่สามารถสัมผัสกันได้ใกล้ชิดกว่านี้ แค่ชื่นชมห่างๆ แล้วต้องจากไป

หมายเหตุ: ชมภาพสวยๆ ทั้งหมดได้ที่ http://extremegen.multiply.com


เย็น ค่ำ กับเส้นทางพรำฝน

จิตใจผมเริ่มรู้สึกไม่ค่อยจะเป็นสุขเท่าไหร่นัก เมื่อรู้ว่าโรคอย่างหนึ่งที่มักเกิดขึ้นเสมอๆ ในกลุ่มเพื่อน กำลังจะคุกคามการเดินทางครั้งใหม่ของผมกับเพื่อนๆ อีก หน้าที่การงานของแต่ละคนต่างหากที่เริ่มผูกมัดตัวเองให้นับวันแน่นขึ้นๆ จนทำให้หลายคนลำบากใจไม่น้อย หากต้องปลดปล่อยพันธะนี้ออกไปจากตัวบ้าง แม้ว่าแค่บางชั่วขณะ ทำไงได้ในเมื่อชีวิตของพวกเราหลายคนตกเป็นของคนอื่นไปกว่าครึ่ง

แผนการเดินทางไปตะรุเตาครั้งนี้ของเรา เกือบโดนโรคเลื่อน

แต่สุดท้ายเย็นวันนั้น สี่คนบนสี่ล้อที่หมุนบดขยี้พื้นผิวถนนจากภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง จนสิ้นสุดที่สตูล ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ จากเย็นที่มีแสงแดดอบอุ่น ท้องฟ้าใสมีเมฆบางๆ ประดับ จนมืดค่ำที่มีแค่แสงประดิษฐ์ช่วยในการเดินทาง ฟ้าทั้งฟ้ามืดดำ แค่ครึ่งทางสายฝนปลายเดือนมีนาที่ไม่ได้นัดกันไว้ล่วงหน้าก็ส่งสัญญาณทักทายแปะๆ กระแทกกับกระจกหน้ารถ จากแค่หยดน้ำที่หล่นจากฟ้ากลายเป็นเส้นน้ำที่เทลงมาอย่างไม่มีที่ว่าจะจบ พื้นน้ำกลายเป็นเคมีที่ทาบทับผิวถนนเดิมอีกชั้น

ทะเลกับสายฝน คงไปด้วยกันได้ไม่สวย แค่เริ่มต้น สิ่งที่ไม่ได้อยากพบกลับดักรอเราอยู่แค่ค่อนทาง ในเดือนที่ร้อนแสนร้อน สายฝนคงหลงมาแค่ทักทาย แต่เขาว่ากันว่า ท้องฟ้ามักสวยงามเสมอหลังจากสายฝน เราหวังให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

เวลาเคลื่อนผ่านพร้อมกับการเคลื่อนที่ของเรา แดดเย็น ฝนค่ำ และน้ำค้างดึก บังกะโลหลังเล็กๆ หน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรากลายเป็นที่พักให้เราได้หลับใหล พักผ่อนเอาแรงก่อนการเคลื่อนที่จากเกาะสู่เกาะ หรือที่หลายคนเรียกว่า การเดินทาง ความเงียบในความมืด เสียงไฟริบหรี่ของเรือประมงเมื่อมองออกไปไกลๆ จากหน้าที่พัก บรรยากาศแบบนี้เทียบไม่ได้กับกิจวัตรประจำวันในห้องแคบๆ สมองกล หรือคนที่อยู่ตรงหน้า ยามใดที่เราได้ก้าวพ้นจากความเหนื่อยหน่าย ได้อยู่กับตัวเองหรือกับคนที่ยอมอยู่บนทางเส้นเดียวกัน แม้บางช่วงเวลา นี่อาจจะเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่หลายๆ คนโหยหาจะเป็นเจ้าของ แต่คงได้แค่ชั่วคราวเท่านั้นเอง หากเรายังเอาชีวิตไปยึดติดกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่มีที่สิ้นสุด