Vietnam

เดินย่ำ ค่ำโรแมนติก

 

ดวงอาทิตย์เริ่มลดดวงต่ำเกือบลาลับขอบฟ้าฮานอย เย็นสุดท้ายอากาศพอดูได้ วันนี้ทั้งวันเราใช้เวลาไปกับอ่าวมรดกโลก แม้จะเหนื่อยกับการต้องนั่งตัวลีบในรถทั้งไปและกลับ แต่เรี่ยวแรงเรายังมีพอเพราะความรู้สึกคอยกระซิบข้างๆ หูตลอดว่า เวลาของความสุขผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ  ท้องฟ้ายังครึ้มๆ ไม่มีสายฝนโปรยปรายลงมาให้เป็นอุปสรรคของการเดินเท้าเล่นของเรา เวลายิ่งน้อยยิ่งทำให้เราต้องคิดว่าจะทำอะไรให้คุ้มกับเวลาที่เหลือน้อยมากที่สุด

ตกลงได้ข้อสรุปตรงกันคือ เรายังไม่เคยไปเดินเล่นที่ทะเลสาบตะวันตก (West Lake) ด้วยระยะทางไกลไม่ใช่เล่นจากโรงแรม เควเสนอให้เราใช้ล้อเป็นตัวช่วยในการเดินทาง แค่ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เบื้องหน้าของเราคือกระจกน้ำบานใหญ่ที่สะท้อนผืนฟ้าสีทองเปื้อนเมฆขาวยามเย็น จักรยานเป็ดลอยลำเป็นแพรอคนโรแมนติกจับถีบเล่นกับคนรักยามโพล้เพล้ แต่ไม่ยักเห็นใครทำอย่างว่า (หรือว่าแถวนี้ไม่มีคนโรแมนติก) รอบๆ ทะเลสาบหนุ่มสาวนั่งจับคู่กระหนุงกระหนิงราวกับจะบอกคนรอบข้างด้วยกันว่า โลกนี้มีแค่เราสองคนใครไม่เกี่ยวอย่ามายุ่งนะเว้ย ไม่ใช่อยากมีเรื่องหรือเข้าไปเป็นก้างขวางคอหรอกแต่อดไม่ได้ต้องขอเอี่ยวด้วยคนครับ ขอแค่เก็บภาพทิวทัศน์ที่มีคนคู่น่ารักๆ เติมเต็มบรรยากาศแค่นั้นเอง

 

 

 สุขสั้น ผูกพันยาว

               

ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา สุภาษิตฝรั่งเขาว่ากันแบบนั้น ผมว่าตามเขาอีกที

คนเราเมื่อไกลบ้านต่อให้ ใจแข็งแค่ไหน ไม่วายต้องมีอารมณ์คิดถึง สิบวันในเวียดนามผ่านไปเร็วเหมือนแค่วันสองวัน แต่มันก็มากพอที่ทำให้โหยหารสชาติอาหารไทยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อกลับไปถึงเมืองไทย อย่างแรกที่ผมต้องทำคือการตรวจสอบปุ่มรับรสบนลิ้นว่ายังทำงานดีอยู่ไหม

เช้าสุดท้ายในเวียดนาม เราทั้งห้ายังอยู่ในฮานอย เวลาของการเดินทางในประเทศนี้เริ่มต้น  ดำเนิน และสิ้นสุดที่นี่  อากาศยังขมุกขมัวต่อเนื่องมาจากเมื่อคืน  ตาของผมมองผ่านกรอบหน้าต่างของห้องนอนลงไปด้านล่าง ภาพชีวิตผู้คนยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเช้าแรกในฮานอย ชีวิตที่เรียบง่าย ดูไม่เร่งรีบ ยังคงชินตา เสียงแตรรถยังแผดร้องให้ระคายหูเหมือนเดิม

 จากวันแรกจนถึงวันนี้ทุกอย่างโดยรวมยังเหมือนเดิม  เว้นแต่ความรู้สึกของผม ความตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจกับภาพที่ไม่เคยคุ้นเคยในช่วงเริ่มต้นการเดินทาง  จากนั้นความรู้สึกเหล่านี้เริ่มละลาย เจือจางและเหือดหายไปจากใจในที่สุด จนวันนั้นความรู้สึกไม่อยากจากลาเริ่มเข้ามาแทนที่  แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ในเมื่อคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเจ้าของของทุกอย่าง ชีวิตต้องดำเนินต่อไปข้างหน้า ก้าวทุกก้าวของทุกการเดินทางต้องผ่านการทำความรู้จัก ความผูกพัน และการจากลา แน่นอนทุกความรู้สึกที่ผ่านเข้ามา หลายๆ ครั้งเราต้องเสียน้ำตา หรือแลกด้วยเสียงหัวเราะ  นั่นคือประสบการณ์ชีวิตที่คุ้มค่าสำหรับผม

การทำความรู้จักกับประเทศแค่เศษเสี้ยวของเสี้ยวแผ่นดินและผู้คนเพียงแค่ไม่กี่คนในจำนวนประมาณแปดสิบห้าล้านคนของแผ่นดินนี้ ตลอดสิบวันที่ผ่านมา อย่างหนึ่งผมได้ค้นพบว่า หากคนเราได้ทำความรู้จักกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด แม้แค่เวลาไม่มากมาย แต่หากเรามีใจให้ ความรู้สึกสนิทสนม การอยากทำความรู้จัก จะยิ่งดึงให้เราอยากใกล้ชิดเข้าใกล้และยิ่งไม่อยากผละจากในวันที่ต้องลา

ช่วงเช้ากำลังคืบคลานอย่างเชื่องช้าเข้าสู่ช่วงสาย ทุกอย่างดูเงียบเหงากว่าวันก่อนๆ เรารวบรวมกระเป๋าที่จัดไว้แล้วตั้งแต่เมื่อคืนไว้ด้วยกัน  ตกลงกันว่าเวลาที่เหลือไม่กี่ชั่วโมง สาวๆ คงทิ้งท้ายด้วยการซื้อของหลังอาหารเช้ามื้อสุดท้ายในเวียดนาม  เป็นโอกาสดีสำหรับผมด้วยที่จะได้เก็บเกี่ยวภาพชีวิตของคนที่นี่อีกเช้า

ฝีเท้าของทุกคนก้าวสม่ำเสมอไปด้วยกัน ย่างก้าวของผมเริ่มเชื่องช้ากว่าคนอื่น ไม่ใช่เพราะผมเหนื่อยหรือเดินไม่ทันคนอื่นเขา แต่มือของผมต่างหากที่ทำให้เท้าชะงักก้าว ภาพผู้หญิงปั่นจักรยานบรรทุกตะกร้าดอกไม้หลากสี ภาพหญิงสาวกลางฝูงชนกับลูกโป่งหลากสีที่ล่องลอยอยู่เหนือศีรษะ  และภาพอีกหลายภาพที่นอนนิ่งอยู่ในการ์ดของกล้องถ่ายรูปดิจิตอลตัวเก่งของผม เทคโนโลยีช่วยให้เรามีเครื่องมือแก้โรคคิดถึง

ขากลับสาวๆ ในกลุ่มมาพร้อมกับถุงสารพัดถุงในมือ  แต่ผมยังมีสองมือกับกล้องเท่าเดิม ผมไม่กล้าปริปากถามใครๆ ว่าเหมือนผมไหม ตอนนี้สมองผมคงมีรอยหยักมากขึ้น รอยหยักที่ยัดแน่นความทรงจำในเวียดนาม

คำลาถูกนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อกับเพื่อนพนักงานในโรงแรม แม้ทุกคนที่นี่จะไม่เสแสร้งยกยอปอปั้นให้เราเป็นพระเจ้าแค่ต่อหน้าอย่างที่อื่น  แต่ผมดีใจกับความเป็นเพื่อนที่ได้มาโดยไม่ได้แต่งเติม

แท็กซี่พาเรากลับทางเดิม สนามบินและสายการบินเดิมรอเราอยู่  เรามาและกลับทางเดิม แต่ความรู้สึกของผมเปลี่ยนไป วันแรกที่ย่างผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเข้ามา สิ่งใหม่มากมายรอผมอยู่ วันนี้หลังจากผ่านด่านออกไป สิ่งเก่าที่คุ้นเคยรอผมอยู่

ความคิดถึงความผูกพันต่างหากที่ดึงคนเรากลับมาจากการเดินทาง ในขณะที่วันหนึ่งความผูกพันของการเดินทางจะดึงเรากลับไปอีกครั้งและอีกครั้ง อย่างไม่รู้จบ

หากคุณไม่เชื่อผม ลองออกเดินทางสักครั้งซิครับ แล้วคุณจะรู้

ผมรู้สึกตัวอีกทีตอนเช้าตรู่ประมาณหกโมงเช้า อากาศหนาว หมอกจัด

ฮาร์เตรียมอาหารเช้าไว้ให้เรียบร้อย มีชา กาแฟ แล้วขนมนิดหน่อย ความเหนื่อยล้าหายไปพอสมควร เรื่องที่ผมต้องตัดสินใจเมื่อวาน เช้านี้ผมได้คำตอบแล้วอย่างไม่ลังเล

  ผมเลือกไปต่อ ด้วยเหตุผลแค่ว่า อยากชนะใจตัวเอง ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเจออะไรอีก เหนื่อย หนาว อีกมากน้อยแค่ไหน

  ทุกอย่างพร้อมประมาณสักเจ็ดโมงกว่าๆ ฮาร์บอกว่าเราใช้เวลาแค่ประมาณสามชั่วโมงคงถึงยอดฟานซีปันเราเริ่มออกเดิน ทางชันกว่าเมื่อวาน ดินเละๆ บางช่วงบางตอนทำให้การก้าวเท้าแต่ละย่างลำบากตามไปด้วย  เช้านี้ผมรู้สึกว่าเดินช้ากว่าเมื่อวาน เวลาก็ดูเหมือนจะช้าลง  ยิ่งเดินใกล้ยอดเข้าไปเท่าไหร่ อากาศเริ่มเย็นลง หมอกยิ่งจัด จนผมสัมผัสได้ถึงละอองน้ำที่ลอยอยู่รอบตัว ความเย็นยิ่งรุกรานประสาทสัมผัสมากขึ้น ความเย็นเสริมด้วยความเหนื่อยยิ่งทำให้ร่างกายยิ่งอ่อนแรงเป็นทวีคูณ แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า แต่ตอนนี้ใจผมยังแน่วแน่

  หลายครั้งที่จุดหมายไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่าสิ่งที่พบเห็นระหว่างทาง แต่ถ้าเราได้ทั้งรายละเอียดการเดินทางกลับมาควบคู่กับจุดหมาย นั่นแหละคือการเดินทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับผม

  ครั้งนี้ผมเลยพยายามจะไปให้ถึงจุดหมายให้ได้  แม้จะต้องแลกกับอะไรก็ตาม

  เราเดินต่อไปไม่หยุด  หมอกยิ่งหนา  ยิ่งนานๆ เข้าหมอกเหมือนจะกลายเป็นเมฆฝน รอบข้างเรามองอะไรไม่เห็นเลยสักนิด นอกจากสีขาวของหมอกหนา

  ลมเริ่มแรง ผมกระชับเจ็คเก็ตให้แนบกายมากขึ้น อย่างน้อยเผื่อช่วยไล่ความหนาวได้บ้าง  เสื้อฝนพลาสติกถูกดึงออกมาใช้ ผมไม่ได้กลัวสายฝนที่โปรยปรายลงมาหรอกนะ แต่ผมหวั่นความเย็นที่มากับสายฝนต่างหาก

  ประมาณสามชั่วโมงจากที่พัก นานกว่าที่ฮาร์ประเมินไว้เกือบสองชั่วโมง ในที่สุดผมมายืนอยู่ตรงจุดสูงสุดของยอดเขาฟานซีปัน มีธงเวียดนามปักอยู่ที่นั่น และข้อความแกะสลักหินอ่อนบอกความสูงของยอดเขา เหมือนหนึ่งว่าที่นี่คือหลังคาของอินโดจีน 

  ความภูมิใจในความมาถึง ทำให้ผมลืมความเย็น ความเหนื่อยล้า ไปหลายนาที กล้องกับขาตั้งโดนใช้งานบันทึกภาพพวกเราทั้งห้า ได้แค่นั้นจริงๆ เพราะทิวทัศน์รอบข้างถูกสายหมอกหนากลืนกลินไปหมดสิ้น

  สมหวังกับหนึ่งอย่าง แต่ผิดหวังกับอีกอย่าง ยังดีกว่าผิดหวังทั้งสองอย่าง

  เราอยู่จุดนั้นไม่นานนัก อากาศไม่เข้าข้างผมแม้แต่นิดเดียว ผมเริ่มมีความรู้สึกไม่อยากจะลงไปจากที่นี่ ไม่ใช่เพราะเหตุผลใดนอกจากระยะทางที่ต้องเดินกลับไปยังจุดเริ่มต้น

  ยิ่งนึกถึงสิ่งที่ผ่านมาตั้งแต่เมื่อวาน ยิ่งรู้สึกว่ามันช่างไกลเหลือเกิน

  ขาลง เราเดินเรื่อยๆ หยุดพักทานเที่ยงกันระหว่างทางท่ามกลางสายฝน อาหารมื้อเที่ยงทุกอย่างเหมือนเที่ยงวันแรก ผมต้องเดินผ่านทางเดิมที่ผ่านมาแล้ว แต่ความรู้สึกเปลี่ยนไปบ้าง เหนื่อยมากขึ้น  ท้อนิดหน่อย แต่ต้องสู้

  ฝีเท้าของผมก้าวไม่เร็วอย่างคนอื่นๆ เขา ยิ่งเดินเหมือนยิ่งช้า ทั้งๆ ที่รู้ว่าใจไม่เหนื่อย แต่ขาก้าวไม่ออก ใจยังไปต่อได้ แต่ร่างกายไม่ไหว มันล้าอย่างที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน ร่างกายที่เคลื่อนไปข้างหน้าตอนนี้กลายเป็นเหมือนอะไรทื่อๆ ที่เคลื่อนไหวได้ ไม่ใช่แค่ผมที่มีอาการแบบนี้ ทุกคนเหมือนกันหมด ยกเว้นฮาร์คนเดียว ยังเดินได้ฉับๆ แถมยังคว้าขาตั้งกล้องไปแบกไว้บนบ่าตัวเองอีกต่างหาก

            วันทั้งวันที่เราต้องเดิน ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า จนตอนนี้ร่างเหมือนไร้วิญญาณของผมและเพื่อนร่วมทางอีกสี่คน กำลังจะถึงเส้นชัย

  ชีวิตก็เป็นแบบนี้ ต่อให้เราไปไกลแค่ไหน ผ่านความยากลำบากมากมายเท่าไหร่ เส้นชัยก็คือจุดเริ่มต้นสำหรับผมเสมอ เริ่มต้นจากไม่มีอะไร สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเหมือนกัน

  ผมกล่าวลาฮาร์อย่างสุขใจที่สุด ถ้าไม่มีเขาความฝันที่จะพิชิตของผมคงจะยากเหมือนกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมาด้วย ผมไม่เสียใจเลยที่จ่ายแพงกว่าคนอื่น เพราะทุกอย่างที่ผมได้รับมาทั้งหมดมันมีคุณค่าทางใจ ยากที่จะหาตัวเลขจำนวนไหนมากะเกณฑ์

  ผมกลับถึงโรงแรมประมาณห้าโมงกว่า เกินกว่าเวลาที่นัดเพือนไว้เกือบครึ่งชั่วโมง ใจเสียนิดหน่อยเมื่อรู้ว่าเพื่อนล่วงหน้าไปก่อนแล้ว โชคดีที่ยังมีรถตู้เที่ยวสุดท้ายไปสถานีรถไฟ

  ผมยังมีเวลาพอสำหรับการอาบน้ำ ชำระร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้า ถ้าไม่ได้พนักงานโรงแรมใจดีผมคงสกปรกไปจนถึงรถไฟแน่   

  ผมมายืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าสถานีรถไฟ มองแผนที่เล็กๆ หลังนามบัตร ถามใครก็ยาก  อาศัยเดาตามทิศที่แผนที่บอกไว้ หิวก็หิว เหนื่อยก็เหนื่อย

  ระหว่างที่ก้มๆ เงยๆ ผมได้ยินใครเรียกชื่อผมอยู่ไกลๆ เหมือนสวรรค์มาโปรดที่อินดี้มาเห็นผมก่อน ทุกคนอดหัวเราะขำกับสภาพของผมที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ ตอนนั้นคงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าอาหารที่อยู่ตรงหน้าอีกต่อไป

  ทุกอย่างผ่านไปอย่างเร็วเหมือนแค่ฝัน แต่สิ่งที่ยืนยันความจริงได้คือ ร่องรอยความเหนื่อยล้าที่ยังติดแน่นอยู่ในทุกอณูเนื้อของผม

  ชีวิตกลางคืนในรถไฟไม่เหมือนขามา รถไฟผ่านทางเดิม แต่ความรู้สึกผมเปลี่ยน เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง   

 

edit @ 27 Nov 2008 19:52:22 by นายมาแล็ง

edit @ 1 Dec 2008 23:33:40 by นายมาแล็ง


  ความมืดโรยตัวเข้ามาปกคลุมรอบด้าน  ในหัวผมยังวนเวียนความคิดเดิม ผมยังนั่งอยู่ข้างๆ กองไฟเพื่อไออุ่น เพิ่งรู้ว่าชีวิตขาดความอบอุ่นมันทรมานแบบนี้นี่เอง นี่ขนาดยังไม่หนาวจัด

  ผมนั่งดูฮาร์ทำกับข้าวเพลิน ไกด์คนนี้คล่องแคล่วสมคำโม้ของเหวินคนขายทัวร์จริงๆ อีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้ผมจะลิ้มรสฝีมือของฮาร์แล้ว ดีไม่ดีเดี๋ยวรู้กัน ท่าดีทีเหลวหรือเปล่า

  ดูเหมือนอาหารเย็นกำลังจะเรียบร้อย ฮาร์เดินเข้ามาหาผมพร้อมกับกระซิบถามผมเบาๆ ว่า จะให้โรเจอร์กับเพื่อนร่วมทางอีกกลุ่มหนึ่งกินข้าวด้วยไหม ผมชะงักด้วยความงงนิดหน่อย แต่ฮาร์ชิงอธิบายเสียก่อนว่า ไกด์อีกคนหนึ่งที่เดินมาพร้อมๆ กับผมไม่ได้เตรียมอาหารเย็นมาเลย โรเจอร์กับเพื่อนเวียดนามของไกด์ไม่มีอะไรกินมื้อเย็นนี้ ฮาร์บอกอยากให้พวกเขากินกับผม เพราะอาหารเราเหลือเฟือ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับผม เพราะผมเป็นคนจ่ายเงินทั้งหมด

  ผมตอบตกลงอย่างไม่คิดอะไร ดีซะอีกผมจะได้มีเพื่อนกินข้าว หลายๆ คนคงได้รสชาติเพิ่มขึ้น  เย็นนี้ผมได้ลิ้มรสเหล้าเวียดนามคลายหนาว กินข้าวสมใจ กับข้าวฝีมือฮาร์อร่อยถูกปาก ผัดถั่วงอกกับหมูมีรสชาติไม่ได้แตกต่างกับที่เมืองไทยเลย กับข้าวอย่างอื่นอีกสองสามจานก็อร่อย ส่วนมากทำมาจากเต้าหู้ อาหารมื้อนี้คุ้มค่ากับความยากลำบากที่ผ่านมาตอนกลางวัน ผมอิ่มจริงๆ อิ่มทั้งท้องและมิตรภาพ

  อากาศเริ่มหนาวเย็นลงเรื่อยๆ เหลือประมาณสัก 11-12 องศา ฮาร์เตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว ทั้งถุงนอนผ้าห่ม เรานอนเรียงกันห้าคนในห้องโล่งที่ปูด้วยไม้ไผ่ ไกด์ของโรเจอร์ไม่มีอะไรสักอย่างให้เหมือนเดิม ผมกับฮาร์เลยต้องแบ่งผ้าห่มให้เพื่อนร่วมทางกลุ่มนี้อีก อาจจะหนาวหน่อย แต่การแบ่งปันกันและกันช่วยให้มิตรภาพอุ่นขึ้น

  มาถึงตรงนี้ ผมนึกไปถึงคำพูด สีหน้าของโรเจอร์เมื่อตอนเที่ยง ตอนที่รู้ว่าผมจ่ายมา 80 ดอลล่าร์ แล้วเขาจ่ายมาแค่ 50 ดอลล่าร์ ถ้าคิดเป็นเงินไทยต่างกันเยอะพอสมควร เกือบๆ สองพันบาท ตอนแรกผมอยากจะต่อว่าฮาร์อยู่ แต่ดีที่รอดูอะไรๆ ก่อน ยังไม่พลีพลามทำอะไร ผมรู้ค่าความแตกต่างของตัวเงินตั้งแต่ได้ยินจากปากโรเจอร์ ซึ่งมันไม่ได้สำคัญเลยสักนิดหากเทียบกับค่ามิตรภาพและบริการที่ฮาร์มีให้ผม

  ถ้าเป็นเกม ฮาร์เหมือนจะเสียคะแนนแพ้ผมอย่างยับเยินเพราะค่าของเงินที่ผมจ่ายแพงกว่าเขา แต่ตอนนี้ฮาร์ชนะใจผมอย่างไม่มีคำอธิบายใดๆ ชนะอย่างใสบริสุทธิ์ และผมเชื่อแน่ว่าโรเจอร์และเพื่อนๆ ก็คงแพ้ใจผมเช่นกัน ผมทำไม่ได้หวังว่าจะชนะ แต่อยากให้เรียนรู้กันและกันมากกว่า บางครั้งค่าของตัวเลขที่ต่างกันไม่ได้มีค่ามากไปกว่าค่านามธรรมทางใจที่เราปฏิบัติต่อกัน

  คืนนั้นหนาวมาก หนุ่มไทยหนึ่งคน ต้องนอนเบียดเสียดกับหนุ่มเวียดนามอีกห้าชีวิต ตลอดคืน

 

edit @ 14 Nov 2008 16:30:04 by นายมาแล็ง

ราวๆ เกือบบ่ายสอง ที่เท้าของผมต้องทำงานอีกที  พอออกจากที่พักเที่ยง ทางเดินเริ่มชันอย่างเห็นได้ชัด โดนหนักตั้งแต่ยกแรก แล้วยกต่อไปเป็นอย่างไร ผมยังนึกภาพไม่ออกเลย

ทางเดินช่วงแรกเป็นป่าเขาทึบอย่างที่ผมเคยเห็น แต่สักระยะหนึ่ง สองข้างทางเริ่มโล่ง ป่าเริ่มเปลี่ยนสภาพเป็นทุ่งหญ้า เดินมาหน่อยผมเลยรู้คำตอบว่าตอนนี้เราอยู่บนที่ราบบนยอดเขาสักที่หนึ่ง ผมเริ่มใจชื้น คิดเข้าข้างตัวเองว่า หากตอนนี้เราอยู่บนเนินเขา ต่อไปคงเดินไปเรื่อยๆ ทางน่าจะเรียบขึ้น เพราะจากที่ตาเห็นใครๆ ก็คงคิดแบบนั้น ต้นไม้ตายยืนต้นเด่นสง่าอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้า และไม้ล้มลุก ทิวทัศน์สสวยงามเริ่มสั่งให้ผมหยิบกล้องออกมากดชัตเตอร์ ผมเริ่มเห็นฟ้าสีฟ้าบ้างแล้ว แสงแดดลอดผ่านหมอกมาบ้าง

ความสวยงามรอบตัวเป็นยาคลายล้าได้เป็นอย่างดี แต่ก็นั่นแหละ ยาดีใช่ว่าจะออกฤทธิ์ได้ตลอดไป

ลมเริ่มพัดแรงกว่าเดิม เทอร์โมมิเตอร์เล็กๆ ที่ผมพกติดตัวไปด้วย แสดงค่าอุณหภูมิของบรรยากาศรอบตัวอยู่ที่ 21 องศา ็นอย่างดี และไม้ล้มลุก ทิวทัศน์สสวยงามเริ่มสั่งให้ผมหยิบกลอ้งออกมากดช่อถึงเนินเขาแล้ว แต่ทำไมไม่รู้สึกหนาว อาจจะเป็นไปได้ว่าความเหนื่อยที่ทำให้ร่างกายร้อนขึ้น  ฟ้าใสเริ่มลางหายไปกับสายหมอก ผมหายใจถี่ขึ้น ไม่ได้เหนื่อยหอบ แต่เพราะความสดชื่นของอากาศที่ผ่านจมูกสู่ปอด เย็นๆ ไร้มลพิษ ต่างอย่างฟ้ากับเหวกับอากาศในเมืองที่คุ้นเคย ไม่ต้องคอยกลั้นหายใจเพราะควันจากท่อไอเสีย   

ภูเขาหลายๆ ลูกทอดยาวสลับกัน ไม่รู้กี่ชั้นต่อกี่ชั้น มีหมอกเป็นม่านขาวบางๆ เสริมมิติให้ดูยิ่งใหญ่ราวกับภาพวาดจากปลายภู่กันของศิลปินเอก หากเทือกเขาเหล่านี้เป็นฉากหลังในภาพ ฉากหน้าคงหนีไม่พ้นต้นไม้ไร้ใบหลายต้นตรงหน้าของผมที่มีกิ่งก้านประดับด้วยกล้วยไม้เล็กๆ กับมอส หากมาถูกช่วง คงได้เห็นดอกกล้วยไม้แต่งแต้มสีสรรเสริมให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้สวยงามกว่านี้อีกเยอะ

ผมเดินเพลิน ลืมความเหน็ดเหนื่อยไปชั่วขณะ  จากความคิดว่าทางจะเรียบ แต่สิ่งที่ผมเห็นตรงหน้า มันไม่ใช่  ไม่ใช่เลยสักนิด

หากผมมองตัวเองจากที่สูงได้ตอนนี้ ให้พื้นโลกเป็นกระดาษ ตำแหน่งที่ผมอยู่ ณ นาทีนั้นคือสันเขา  ถ้าเราใช้ดินสอลากทับทางเดินที่เห็น  จากแนวป่า ผ่านทุ่งหญ้า ลัดเลาะตามสันเขา มาเรื่อยๆ จนถึงตัวผมและเพื่อนร่วมทาง เส้นตรงที่คดเคี้ยวในแนวราบ เริ่มเปลี่ยนสภาพเป็นคดเคี้ยวแนวดิ่ง ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนขีดเส้นเหล่านี้ให้เราเดิน ในใจผมตอนนี้ ผมรู้แค่ว่าคนคนนั้นกำลังแกล้งผมและที่เจ็บใจกว่านั้น ผมทำอะไรไม่ได้สักอย่าง นอกจากก้มหน้าก้มตาเดินตามเส้นที่เขาขีดให้

 แล้วทำไมผมต้องทำแบบนั้น คำตอบทั้งหมดอยู่ในใจ จากคำตอบสั้นๆ ตั้งแต่เริ่มคิด แล้วยาวขึ้นเรื่อยๆตามระยะทางและเวลา ผมคงไม่ตอบทั้งหมดตอนนี้ เพราะมันยังไม่สมบูรณ์ หรือไม่เช่นนั้น หลายคนอาจมองว่าผมบ้า ให้เวลาอีกนิด ให้ทุกสิ่งทุกอย่างจบก่อน คำตอบที่สมบูรณ์คงรอผมอยู่ตรงนั้น    

ผมบอกตั้งแต่แรกว่าผมเกลียดขาลงเป็นที่สุด เหมือนอย่างที่เขาพูดไม่มีผิด เกลียดอย่างไหนได้อย่างนั้นจริงๆ จากทางเดินดิน ตอนนี้กลายเป็นซีเมนต์มีราวจับ  ดูเหมือนจะสบายสะดวกกว่า  แต่หากคิดให้ละเอียดอีกขั้น มันเป็นสมการต่างหาก สองข้างระหว่างเครื่องหมายเท่ากับมีค่าเท่ากัน ข้างหนึ่งเมื่อทางเดินชันขึ้น เดินลำบากยิ่งขึ้น อีกข้างเสริมความสะดวกสบายเข้าไป แต่สุดท้ายผลลัพธ์เท่าเดิม ผมเหนื่อยเพิ่มเป็นสองเท่าเพราะการฝืนเรงดึงดูดของโลก  กระเป๋าที่ว่าเล็กแล้วในตอนแรกแต่ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนแบกภูเขาทั้งลูกอยู่บนหลัง

ภูเขาลูกแล้วลูกเล่าที่เราขึ้นลง ทางเดินดูเหมือนจะสิ้นสุดตรงยอดเขาลูกนี้ สุดท้ายแค่สิ่งลวงตาให้เราฮึด ข้างหน้าอีกด้านของลูกเขา ยังซ่อนเส้นทางอีกหลายร้อยขึ้นลงบั่นทอนกำลังใจ  ผมยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้กี่เม็ดเหงื่อ กี่ปริมาณความเหนื่อยล้าเพื่อให้ได้มาซึ่งจุดฝัน  

ช่วงเย็นผมเดินอีกไกลโข เขากี่ลูกๆ นับไม่ถ้วน มีทั้งปีนป่ายบันได ผ่านโคลนดินลื่นลุย ขาล้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความสวยงามสองข้างทางมีมากมายแค่ไหน ตอนนี้ไม่สามารถมาหักล้างกับความเหนื่อยล้าได้หมด

 จนถึงสี่โมงครึ่ง เหมือนสวรรค์มาโปรด เราถึงที่พักแรมคืนแรก อาคารเหมือนกับตอนที่เราพักกินข้าวเที่ยง เป็นไม้ไผ่ มีห้องโล่งๆ ไว้สำหรับนอน ข้างๆ มีที่ทำอาหาร มีก้อนหินเป็นเตา ห่างออกไปเป็นธารน้ำ สำหรับชำระล้างร่างกายและใช้ประกอบอาหาร  ป่ารอบที่พักเป็นป่าไผ่ทั้งหมด สูงขึ้นไปเห็นยอดเขาอยู่ลิบๆ แต่ฮาร์บอกผมว่าไม่ใช่ฟานซีปันหรอก ตัวจริงของมันยังแอบสายตาเราอยู่หลังเขาลูกนี้

 ยิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งเย็นยิ่งหนาวลงอีก อุณหภูมิตอนค่ำขยับมาอยู่ที่ 13 องศา โชคดีที่ผมมีเสื้อหนาวมา โชคดีกว่านั้นได้ถุงมืออินดี้มาด้วย อยากจะนอนพักใจจะขาด แต่เพราะความเย็นทำให้ผมหลับตาไม่ลง อย่างเดียวที่ต้องการตอนนี้คือความอุ่น

ฮาร์ขะมักเขม้นเตรียมอาหารเย็นให้ผม ผมไม่รู้หรอกว่ามีอะไรกินบ้าง แต่แอบภาวนามื้อนี้ขอเป็นข้าวสักหน่อยนะครับ ผมออกมานั่งเล่นๆ ข้างนอกใกล้กองไฟ ชวนฮาร์คุยเรื่อยเปื่อย แอบเห็นฮาร์ใช้หม้อเล็กๆ หุงข้าว ดีใจได้ข้าวลงท้องแล้วค่ำนี้ ไอร้อนจากกองไฟกลายเป็นไออุ่นให้ผมแก้หนาวได้บ้าง

อยากอาบน้ำ ล้างเหงื่อกับความสกปรกที่สะสมมาทั้งวัน แต่ทำไมได้  ได้แค่เอาผ้าชุบน้ำเช็ดๆ  น้ำที่ชุ่มชื่นกลายเป็นเข็มแหลมทิ่มแทงผมด้วยความหนาว ยามสัมผัส

คำบอกของฮาร์ก้องอยู่ในหัวผมตลอด แค่สองชั่วโมงไปยังฟานซีปัน ไม่มากเลย แต่ความยากลำบากนี่ซิ ผมเชื่อแน่ว่า มันไม่ใช่หนึ่งหรือสอง แต่อาจจะกลายเป็นแปด เก้า หรือสิบ จากทั้งหมดสิบส่วน

ผมเริ่มสับสนลังเล  และยิ่งไม่แน่ใจตัวเองมากขึ้นไปอีก เมื่อคุยกับฮารุ์ถึงเปอร์เซ็นต์ที่จะได้เห็นทิวทัศน์สวยงามจากยอดฟานซีปัน ฮาร์บอกแค่ว่าถ้าอากาศปิดแบบนี้ตอนเย็นนี้ พรุ่งนี้ก็คงยาก ทำให้ผมยิ่งไม่แน่ใจ ผมเลยถามต่อว่าหากเรากลับแค่นี้ละ พรุ่งนี้แทนที่จะออกจากนี่เจ็ดโมงครึ่ง เปลี่ยนเป็นสายๆ หน่อย แล้วค่อยๆ เดินลง เก็บภาพไปเรื่อยๆ จะดีไหม ฮาร์พูดทิ้งท้ายไว้แค่ว่า แล้วแต่ผมตัดสินใจ เอาไงเอากันอยู่แล้ว

           ดีกรีความอ่อนแอ ท้อแท้ ยิ่งขึ้นสูงเบียดความบากบั่น มุ่งมั่น ตั้งแต่แรกให้ลงต่ำอย่างน่ากลัว  ไปต่อเพื่อให้ได้ชื่อว่า ผู้พิชิต หรือว่ากลับหลังแล้วกลายเป็นผู้แพ้ แพ้ทั้งใจและความฝันตัวเอง  แล้วใครละจะตัดสิน นอกจากตัวเราเองเท่านั้น  

ไปต่อหรือกลับหลัง ประโยคนี้คงตามหลอนผมตลอดคืนเป็นแน่


 

     เมื่อลงจากรถเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนั้นไม่กี่นาทีอุปกรณ์และสัมภาระของผมอยู่บนหลังเรียบร้อย เป้ใบเล็กบรรจุแค่เสื้อยืดสองตัว เสื้อหนาวตัวเดียวและเครื่องใช้ส่วนตัว เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผ้าขาวม้าและอื่นๆ กระเป๋ากล้อง ขาตั้ง ทุกๆ อย่างเหล่านี้ผมคิดว่าเริ่มแรกคือสิ่งจำเป็นและเล็กน้อยที่สุดสำหรับการปีนหลังคาอินโดจีนของผม แต่ผมไม่ได้คิดเฉลียวเลยสักนิดว่าสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตสำหรับผมตลอดการเดินทาง

     ตัวอาคารโครงสร้างง่ายๆ ชั้นเดียวตรงจุดเริ่มต้น คือ ที่ทำการอุทยาน ภายในอาคารมีการตกแต่งอย่างเรียบง่าย มองทะลุประตูเข้าไป เห็นเก้าอี้ให้นั่ง บนฝาผนังแผนที่ต่างๆ ติดเรียงราย

     ก่อนออกเดินเท้าจริงๆ จังๆ ฮาร์ชี้ให้ผมดูเส้นทางเดินบนแผนที่ขนาดใหญ่ ระยะทางน่าจะ 10 กม. ถ้าผมจำไม่ผิด ปกติต้องใช้เวลาสามวันหนึ่งคืน แต่สำหรับผมเนื่องจากเวลาจำกัดเลยต้องย่อเหลือแค่คืนเดียวกับสองวัน นั่นแสดงว่าผมต้องเหนื่อยมากกว่าปกติกับการปีนไปยังยอดสูงสุดของอินโดจีน 3143 เมตร ผมจะไหวหรือไม่ไหว เดี๋ยวก็รู้ ตอนนี้ผมรู้อยู่อย่างเดียวว่าใจของผมล่วงหน้าไปไกลแล้ว

    ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ความฝันยิ่งใกล้เข้ามา แต่เวลาเหมือนยิ่งช้า สิ่งที่อยู่ตรงหน้ายิ่งดูเหมือนไกลแสนไกล

    ผมกับฮาร์เดินไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ ผ่านกลุ่มวัยรุ่นเวียดนาม 4 คน เรายิ้มทักทายเพื่อนร่วมทางแล้วไปต่อ ตอนนั้นบนหลังผมมีแค่เป้เสื้อผ้าเล็กๆ กับกระเป๋ากล้อง บนบ่ามีขาตั้งให้เป็นภาระอีกอัน ข้างทางร่มรื่น ไม่รู้สึกเหนื่อย มีขึ้นเนินลงเนินเล็กๆ บ้างสลับไปเรื่อยๆ บางครั้งมีธารน้ำเล็กๆ ให้ได้เดินลุยน้ำเล่น

    ระยะทางเริ่มไกลขึ้น เวลามากขึ้น พลังงานโดนเผาผลาญไปเรื่อยๆ ผมเริ่มรู้สึกเหนื่อยบ้าง พักบ้างเป็นระยะๆ จากนาทีจนตอนนี้เราใช้เวลาไปประมาณ เกือบครึ่งชั่วโมง จนตอนนี้เหงื่อผมเปียกชื้นเสื้อยืดทั้งตัวแล้ว ความเหนื่อยเพิ่มทวีคูณ ผมจำนาทีที่ 30 ได้ไม่มีวันลืม ผมรู้สึกหน้ามืด ไม่อยากเชื่อตัวเองเลยครับ ยังไม่ได้ครึ่งของครึ่งเส้นทางด้วยซ้ำ แต่ร่างกายผมเริ่มทรยศจิตใจที่เข้มแข็ง ฮาร์ปล่อยให้ผมพักเกือบสิบห้านาที อาการเริ่มดีขึ้น เท้าต้องเริ่มทำงาน

    สองข้างทางสภาพป่า ต้นไม้ พืชพันธุ์ ที่ผ่านตา ไม่ได้แตกต่างไปจากภูเขาบ้านเราเลย ตอนนี้เราเดินไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ผ่านป่าดึกดำบรรพ์ มีกล้วยไม้ขึ้นแซมอยู่บนคาคบบ้าง บางต้นมีดอกสวยงาม อยากจะถ่ายรูปใจจะขาด แต่นึกห้ามตัวเองไว้ก่อน อาจจะเพราะความเหนื่อยล้าจนไม่อยากจะยกกล้อง เลยยกยอดปล่อยความหวังทั้งหมดไปไว้ตอนขาลง 

    เท้าทำหน้าที่ตามใจสั่งเรื่อยๆ ก้าวแล้วก้าวเล่า ขึ้นๆ ลงๆ หาทางเรียบยากเย็นเหลือเกิน บางครั้งเดินลงยาวๆ บางครั้งขึ้นชันๆ แม้ว่าเดินลงจะสบายกว่าเดินขึ้นอย่างฟ้ากับเหว แต่ความรู้สึกผมตอนนั้น ผมจงเกลียดจงชังการเดินลงมากๆ เพราะหากเดินลงสบายเท่าใด ต่อจากนั้นผมต้องเดินขึ้นอย่างลำบากกว่านั้นหลายเท่า

    ตลอดเวลาที่ใช้เท้าก้าวเดิน จากเช้าจนตอนนี้เกือบเที่ยงวัน รู้สึกเหนื่อย ใจอยากให้ถึงจุดหมายเร็วๆ แต่แรงกายไม่ได้มีมากมายเท่าแรงใจ ค่อยๆ ไป ไม่ช้าไม่เร็วคงดีกว่า รีบเร่งแต่ฝืนกำลัง

    เราเดินช้า แต่เวลาเดินช้ากว่าในความรู้สึก

    เราเดินทะลุป่าออกมาสู่ที่โล่งๆ ผมเห็นเต็นท์หลังหนึ่งกางทิ้งไว้ใกล้ๆ กับกระท่อมไม้ไผ่ ฮาร์บอกว่าเราพักทานมื้อเที่ยงที่นี่ ฮาร์นำผมเดินเข้าไปนั่งในกระท่อม ข้างในกว้างพอสมควร สองข้างยกระดับปูพื้นด้วยไม้ไผ่ทั้งลำ ดูเหมือนแคร่บ้านเรา ตรงกลางเป็นพื้นดินน่าจะใช้เป็นทางเดิน ผมรู้ทีหลังว่าที่นี่ใช้เป็นที่พักระหว่างการเดินทางของคนปีนเขา มีเจ้าหน้าที่อุทยานดูแลประจำอยู่

    เสบียงมื้อเที่ยงถูกรื้อออกจากกระเป๋าเป้ของฮาร์ ครั้งแรกที่ผมเห็นยังอดนึกถามตัวเองไม่ได้ว่า ถ้าปราศจากข้าวที่กินมาตั้งแต่เกิด แล้วผมจะรอดถึงยอดฟานซีปันไหม ขนมปังบาเก็ตแข็งของฝรังเศส แตงกวา ทูน่ากระป๋องกลายเป็นมื้อเที่ยงแทนข้าว ผมแข็งใจอัดเข้าไปสองอัน แล้วตามด้วยผลไม้ มีแอบเปิ้ล สับปะรด แล้วก็ส้ม ทำไปทำมาก็อิ่มท้องพอให้มีแรงสู้ต่อช่วงบ่าย ยังไม่รู้ว่าระยะอีกไกลแค่ไหน แล้วต้องเหนื่อยอีกเท่าไหร่

    ระหว่างมื้อเที่ยง เพื่อนร่วมทางอีกกลุ่มหนึ่งเดินมาทันตอนมื้อเที่ยงพอดี เราทักทายกัน พูดคุยกันนิดหน่อย หนึ่งในสามเป็นไกด์อย่างฮาร์ บอกผมว่าเป็นไกด์ไปกรุงเทพบ่อยๆ แถมโม้ทิ้งท้ายว่ารู้จักเส้นทางในกรุงเทพดีกว่าในฮานอยซะอีก อีกคนหนึ่งเป็นเพื่อนของเขาอีกที ผมจำชื่อไม่ได้ อยู่ที่ฮานอยแต่ยังไม่เคยขึ้นถึงยอดฟานซีปัน อีกคนชื่อโรเจอร์เป็นคนเวียดนามแต่ไปโตที่อเมริกา เป็นนักท่องเที่ยวเหมือนอย่างผม

    คุยกันไปคุยกันมา โรเจอร์บอกผมว่าเขาจ่ายมาแค่ 50 ดอลล่าร์ เหมือนกำลังจะข่มแกมด่าว่าทำไมมึงโง่จ่ายมาเยอะกว่ากูตั้ง 30 ดอลล่าร์ ทั้งๆ ที่โปรแกรมเหมือนกัน เวลาเท่ากัน ผมนิ่งไม่ต่อความยาวสาวความยืด นึกในใจ จบทริปอันแสนหฤโหดนี้เมื่อไหร่ เราต้องคุยกันยาวแล้วฮาร์

    ผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องแบบนี้มากนัก ในเมื่อเราเต็มใจยอมรับตั้งแต่ต้น แล้วทำไมเราต้องมานั่งโทษตัวเองตอนนี้ แต่ไม่วายแอบคิดบ้าง

    ความสุขเล็กๆ ในเวลาอันสั้นสิ้นสุด อิ่มท้อง ความเมื่อยล้าเริ่มผ่อนคลาย ฮาร์กับผมเริ่มต้นออกเดินทาง ช่วงบ่ายเรามีเพื่อนร่วมทางเพิ่มอีกสาม

    ทางเดินทอดตัวไปตามเนินเขายาวไกล สุดลูกหูลูกตา ภาพตรงนี้เริ่มก่อตัวความท้อแท้เล็กๆ เงียบๆ ในใจ แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อตัดสินใจเริ่มต้นเข้ามาในเส้นทาง ต้องมุ่งมั่นให้ถึงจุดหมาย

    ผมบอกตัวเองได้แค่ว่า สู้ต่อไปข้างหน้า แม้ว่าผลของการลงแรงอาจจะไม่ใช่ชัยชนะเสมอไป

edit @ 25 Nov 2008 23:29:07 by นายมาแล็ง